ฉียนซีมาปรากฏกายบนเวทีประลองยุทธ์ของสำนักศึกษา เขาผู้นี้เป็นอีกหนึ่งบุรุษแคว้นชิง เขาเหลือบมองเหวินตี๋เฟยก่อนจะกล่าวดูแคลน “อาเฟย เจ้าประมาทข้าศึกไปเสียแล้ว สตรีผู้นี้รับมือได้ยากนัก”
บุรุษในชุดม่วงดูหล่อเหลาเอาการ เขามองใบหน้ามู่เฉียนซีด้วยรอยยิ้มมีเสน่ห์
“สตรีผู้นี้คงเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของแคว้นจื่อเยี่ย ผู้นําตระกูลมู่มู่เฉียนซี ฉินเทียนอี้จากสำนักศึกษาแคว้นชิงมาขอคำชี้แนะ”
มู่เฉียนซีกล่าวเสียงเรียบ “อย่าพูดจามากความ ลงมือเถอะ”
“เช่นนั้นก็ตามใจเจ้า” เขาก้าวออกมาด้วยอำนาจแรงกดดันอันแข็งแกร่ง
ทุกคนตะลึงตาค้าง “จอมภูตระดับสี่ เสียสติไปแล้ว! ดูแล้วอายุเพียงยี่สิบเอ็ดยี่สิบสองเท่านั้น กลับฝึกได้จนถึงขั้นนี้”
“ตอนนี้มู่เฉียนซีกำลังตกอยู่ในอันตราย แล้ว… แล้วความแตกต่างมีมากถึงสามระดับขั้น โอ้! นางจะเอาชนะเขาได้หรือไม่ ?”
เมื่อเห็นว่าเสียงผู้คนดังเกินไป จู่ ๆ เยวี่ยซู่กล่าวเตือนขึ้นมา “พวกเจ้าทุกคนเงียบ ๆ ไปได้แล้ว พี่ใหญ่ของข้าไม่เคยแพ้ ระดับสามแล้วอย่างไร ? อีกเดี๋ยวถู ๆ ไถ ๆ ไปก็ได้เลื่อนระดับขั้นทันที”
“อ่า… เยวี่ยซู่ มู่เฉียนซีเป็นพี่ใหญ่ของพี่ชายเจ้า ดูเหมือนว่านางจะไม่ใช่พี่ใหญ่ของเจ้า” ใครคนหนึ่งกล่าวขึ้น
“พี่ใหญ่ของพี่ชายข้าก็เป็นพี่ใหญ่ของข้าด้วยไม่ใช่หรือ ? พวกเจ้าพูดไร้สาระอะไรกัน ?”
— ตูม! —
เสียงหนึ่งดังขึ้น ฉินเทียนอี้ชิงลงมือก่อนแล้ว
“โล่วิญญาณวารี!” มู่เฉียนซีมีหร