ลายเป็นดาวส่องแสงวิบวับเบื้องบนท้องนภา
เวลานี้ลวดลายสีดำที่อยู่บนตัวของซวนหยวนจิ่วเยี่ยค่อย ๆ หดเล็กลง ไล่จากบนใบหน้าของเขาลงมาถึงร่างกาย แล้วค่อย ๆ หายไปช้า ๆ ในที่สุดใบหน้าสวยงามไร้สิ่งใดเปรียบที่ถูกบดบังด้วยลวดลายสีดำมืดเมื่อครู่ปรากฏต่อหน้ามู่เฉียนซีอีกครั้ง
เมื่อเห็นใบหน้างดงามนี้ มู่อีและพวกเบิกตากว้าง สีหน้าทาบทาความไม่อยากเชื่อ ไม่ใช่ว่าองค์ชายจิ่วเยี่ยมีใบหน้าที่เหมือนสวมใส่หน้ากากพิฆาตหรอกหรือ ? คิดไม่ถึงว่าองค์ชายเก้าจะงดงามเช่นนี้ แทบจะงามกว่าชายทั้งปวงในใต้หล้าเสียด้วยซ้ำ
มู่เฉียนซีถอนหายใจอย่างโล่งอก นางมองย้อนไปยังสิ่งไม่ดีไม่งามที่ได้ทำลงไป แต่ดวงตาของจิ่วเยี่ยยังคงสงบนิ่งราวกับน้ำใสเหมือนเช่นเคย เขากล่าว “เจ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ไม่เช่นข้านั้นอาจจะได้กลายเป็นคนแรกที่กลั้นหายใจตอนจุมพิตกัน”
นิ้วมือเรียวยาวของจิ่วเยี่ย ลูบไล้ริมฝีปากบวมแดงนั้นของมู่เฉียนซีเบา ๆ เขากล่าวด้วยเสียงอันเบาว่า “ไม่… อันที่จริงข้านั้นรู้จักกาลเทศะ”
สัมผัสเย็นยะเยือกทําให้มู่เฉียนซีถอยหลังไปหลายก้าวราวกับถูกไฟฟ้าเข้าเล่นงานทั่วร่าง หัวใจของนางเต้นระรัวอย่างห้ามไม่ได้
จูบที่บ้าคลั่งเมื่อครู่นี้ไม่ได้ทําให้หัวใจของนางเต้นรัวสักเท่าไรนัก แต่การลูบไล้อย่างฉับพลันเมื่อครู่นั้นต่างหาก ที่ทําให้หัวใจของนางเต้นไม่เป็นส่ำ
— ตึง! —
ทันใดนั้นร่างอันเรียวยาวของซวนหยวนจิ่วเยี่ยล้มลงต่อหน้านาง มู่เฉียนซ