จากนั้นนางก็รีบฝึกเคล็ดเทพต้านสวรรค์ทันที ความเร็วนี้ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ!
นางรับรู้ได้ว่าสายตาที่เย็นชาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองนางอยู่ จู่ ๆ เสียงของจิ่วเยี่ยก็ดังขึ้น เขาดูโมโหเล็กน้อย
“พลังของเจ้าอ่อนแอเกินไป เจ้าอย่ามัวแต่เล่นและห้ามไปในที่เช่นนั้นกับบุรุษอื่น”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้มู่เฉียนใจประหลาดใจคือคำกล่าวกับท่าทางของจิ่วเยี่ยในวันนี้ ดูเปลี่ยนไปไม่น้อย ไม่รู้เพราะเหตุใดจิ่วเยี่ยถึงได้ปรารถนาให้นางแข็งแกร่งกว่าเดิมนัก แล้วยังดูเหมือนเขาจะโกรธที่นางมัวแต่เอาเวลาไปปรุงยากอปรกับจัดการเรื่องในจวนตระกูลมู่มากเกินไปจนไม่ค่อยมีเวลาได้ฝึกฝนความแข็งแกร่ง มิน่า… เขาถึงได้พานางมาที่ทะเลสาบเยาเยี่ยแห่งนี้
และดูเหมือนว่าหลังจากนี้ไป นางต้องฝึกฝนให้มากกว่าเดิม ไม่เช่นนั้นแล้วล่ะก็… มีหวังเยี่ยอ๋องผู้นี้ต้องสาปนางให้กลายเป็นโครงกระดูกเป็นแน่
“หากว่าเจ้าอยากเล่นสนุกจริง ๆ ข้าจะสนุกเป็นเพื่อนเจ้าเอง”
— ตูม! —
เมื่อได้ยินเขากล่าวเช่นนี้พลังวิญญาณของนางก็ทะลวงทันที
หลังจากที่เขากล่าวจบ จิ่วเยี่ยกลับมาเย็นชาเงียบสงบอีกครั้ง ส่วนมู่เฉียนซีก็ดูดซับพลังวิญญาณอย่างบ้าคลั่ง
แสงสีม่วงระยิบระยับอยู่บนพื้นน้ำกลางทะเลสาบ พลังวิญญาณนับไม่ถ้วนรวมตัวกันเป็นพลังวนอยู่ที่ร่างของสตรีชุดสีม่วงในค่ำคืนแห่งรัตติกาล เป็นภาพน่าประทับใจหาดูได้ยากราวกับปรากฏการณ์สำคัญ
— ตูม! —
กำแพงผู้บำเพ็ญภูตระดับเก้าพังทลายลง