เวลานี้โอวหยางเวยล้มลงกับพื้น เขากลอกตาด้วยความกลัว เขารู้ว่าเป็นใครมาทำร้ายตน …ทว่าลำตัวของน่าหลานอวี้ขวางอยู่ตรงหน้ามู่เฉียนซี
ดวงตาของเขาผู้มาทำร้ายแม้จะสีฟ้าทว่าคมเข้ม ชายลึกลับน่ากลัวนั่นมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ?
เงาร่างสีดํายาวราวกับเทพมารในโบราณกาล ปรากฏบนศาลากลางแจ้งของเรือบุปผา
ในชั่วพริบตา มือคู่นั้นของโอวหยางเฉียงเปลี่ยนเป็นกระดูกขาว ต่อมาขาของเขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นกระดูกขาวตามไป
เมื่อกระดูกขาวแผ่กระจายไปทั่วร่างแล้ว มู่เชียนซีกล่าวขึ้นในทันใด
“จิ่วเยี่ย”
เวลาต่อมา ขาของโอวหยางเฉียงหยุดเปลี่ยนเป็นกระดูกขาว ขณะที่เงาร่างสีดําโผเข้ากอดมู่เฉียนซีไว้แน่นในอ้อมแขนของเขา
“สนุกพอหรือยัง ?” เขาถามด้วยเสียงต่ำทุ้ม ทว่าคงเสน่ห์ของเขาไว้
มู่เฉียนซีกะพริบตา ดวงตาคู่นั้นของเขาช่างมีเสน่ห์ไม่เหมือนผู้ใด… รูปกายภายนอก กอปรกับท่าทางเช่นนี้ของนาง เกรงว่าแม้แต่ท่านอาเล็กคงยังจําไม่ได้ แต่เขากลับจํานางได้ ชนิดที่ว่าไม่มีอะไรต้องสงสัยเลยเสียด้วยซ้ำ
มู่เฉียนซี “ไม่! ข้ายังสนุกไม่พอ อีกทั้งวันนี้ข้ายังถูกรบกวนอารมณ์ความสุนทรีย์”
“คราวหน้าข้าจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้า”
หลังจากจิ่วเยี่ยพูดจบ ก็พามู่เฉียนซีลงจากหอบุปผา เขาเดินบนผิวน้ำ ด้วยฝ่าเท้าที่ลอยอยู่ และมาถึงฝั่งตรงข้ามของทะเลสาบในชั่วพริบตา
ผู้ที่เฝ้าดูเห็ตุการณ์ตะลึงตาค้าง ปากอ้ากว้างอยู่นาน เกรงว่าหากแมลงใดสนใจมาทำรังในปากพวกเขา ก็คงทำรั