งจวนตระกูลเยวี่ยยากที่จะรับมือ
ขืนดึงดันต่อไป พวกเขาอาจถูกทำลายลงอย่างน่าสังเวช
“ท่านผู้นำตระกูลโอวหยาง ท่านอยู่ดูแลบุตรสาวของท่านเถอะไม่ต้องส่งพวกเราแล้ว พวกเรารู้ทาง” มู่เฉียนซีกล่าวหยอกเย้า โบกมือและเดินออกไปพร้อมเยวี่ยเจ๋อ
มู่เฉียนซีกับเยวี่ยเจ๋อเดินลับตาไปยังไม่ทันไกล เสียงตลกขบขันก็ดังขึ้นให้พวกเขาได้ยิน
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ เยวี่ยเจ๋อ ครั้งนี้พี่ใหญ่ของเจ้าทำเงินได้มากมายจริง ๆ เจ้าจะได้รับรางวัลอย่างแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้นแล้วเจ้าอยากได้สตรีผู้ใดในหอคณิกาเจ้าเลือกได้เลย ไม่อั้น!”
“พี่ใหญ่พอได้แล้วหน่า” เยวี่ยเจ๋อกล่าวอย่างเอือมระอา
“ฮิ ๆ เราไปเทียนเว่ยโหลวกันเถอะ เจ้าอยากกินอะไรก็เลือกตามใจเจ้าเลย”
“อ้อ อีกอย่าง…”
โอวหยางจูและบุตรชายล้วนแต่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ แม้ว่ามู่เฉียนซีจะเดินจากไปไกลแล้ว ทว่าเสียงของนางยังดังก้องอยู่ในหูของพวกเขา
สามพ่อลูกยังคงสาปแช่งนางอยู่ในใจ
‘มู่เฉียนซี เจ้ามันไม่ได้ตายดีแน่! ตระกูลโอวหยางกับเจ้าไม่จบกันแค่นี้ มันต้องตายกันไปข้าง เจ้าอย่าดีใจไป!’
ระหว่างทางกลับจวน มู่เฉียนซีถามเยวี่ยเจ๋อ
“นี่เยวี่ยเจ๋อ เจ้ารู้สึกเหมือนเจ้าลงเรือลำเดียวกับโจรหรือไม่ ? หากไม่ได้นามทหารสามพันนายของจวนตระกูลเยวี่ย ข้าคงไม่ได้ออกมาจากจวนตระกูลโอวหยางง่าย ๆ เช่นนี้แน่”
“พี่ใหญ่เอาตระกูลเยวี่ยมาเข้ามาเกี่ยวข้องเช่นนี้ จะต้องเสียใจภายหลังนะ” เยวี่ยเจ๋อมองใบหน้างามของมู่เฉียนซีด้วยแว