นาง… นางกำลังนอนอยู่อย่างนั้นรึ ?”
หากบอกว่านางกำลังคิดรายรับรายจ่าย หรือฝึกวิชาอยู่เขายังทนได้ แต่นี่บอกว่านางกำลังนอนอยู่ มิอาจทนได้จริง ๆ
‘มู่เฉียนซี เจ้าทำเช่นนี้มันมากเกินไปแล้ว!’
โทสะในใจของโอวหยางจื่อระเบิดขึ้น มิอาจทนรอได้อีกต่อไป ในขณะที่กำลังย่างเท้าออกไป เยวี่ยเจ๋อรุดเข้าไปขวางหน้าไว้
เยวี่ยเจ๋อกล่าวน้ำเสียงเรียบเฉยเช่นเดิม “คุณชายใหญ่โอวหยาง หากจะไปข้าไม่ห้าม ทว่าต้องชดใช้ที่ทำข้าวของของตระกูลมู่เสียหายซะก่อน มิเช่นนั้นแล้วหากพี่ใหญ่รู้เข้า เกรงว่านางจะไม่พอใจ”
โอวหยางจื่อมองไปที่โต๊ะ ในใจพลันนึกถึงเรื่องราววันก่อนขึ้นมา เรื่องที่ซวนหยวนหลี่เทียนทำรถม้าของนางพังและนางเรียกค่าเสียหายสูงลิ่ว นึกได้เช่นนี้แล้ว โอวหยางจื่อปวดใจราวกับมีปลายมีดแหลมมาทิ่มแทง
‘บัดซบ! เหตุใดเมื่อครู่ข้าถึงไม่ระงับโทสะไว้’
เยวี่ยเจ๋อถามพ่อบ้าน “พ่อบ้าน โต๊ะนี่มีราคาเท่าไหร่หรือ ?”
หลังจากที่กลายเป็นน้องชายของมู่เฉียนซีได้ไม่กี่วัน ดูเหมือนว่าเยวี่ยเจ๋อจะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาเรียนรู้เร็วและรู้ว่ามู่เฉียนซีน่าจะต้องการสิ่งใด
พ่อบ้านยิ้ม กล่าวด้วยท่าทางอ่อนโยน “อันที่จริงก็ไม่แพงหรอกขอรับ แค่แสนสองหมื่นเหรียญทองคำเท่านั้นเอง”
“…”
โอวหยางจื่อปากอ้าตาค้าง “แสนสองหมื่นเหรียญทองคำ! คิดจะปล้นกันเลยหรืออย่างไร ?!”
เยวี่ยเจ๋อยังคงกล่าวอย่างเรียบเฉยเฉกเช่นเดิมมิเปลี่ยนแปลง “คุณชายใหญ่ตระกูลโอวหยาง