งนางย่อมมีองครักษ์เงาคอยคุ้มกันอยู่แล้ว
เพียงแต่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น มู่หรูอวิ๋นร่วมมือกับคนอื่นขัดขวางองครักษ์เงาไว้จนทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้น
สององครักษ์เงาปรากฏกายจับกุมอวิ๋นเซิ่งไว้อย่างรวดเร็ว
อวิ๋นเซิ่งร้องตะโกนโวยวายออกมาเสียงดัง
“เจ้ามันคนไร้ค่า ไร้ความสามารถ เจ้ากล้าตีข้า ข้าคือนักปรุงยาเพียงคนเดียวที่ตระกูลมู่เคารพเทิดทูน เจ้ากล้าตีข้า ข้าจะรีบหนีไปจากตระกูลมู่ซะ ถึงพวกเจ้าจะอ้อนวอนขอร้องให้ข้ากลับมาข้าก็ไม่กลับ”
มู่เฉียนซีพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ตีมัน… ตีให้แรง ๆ”
— เพียะ! เพียะ! —
องครักษ์เงาทำตามคำสั่งทันควัน ฟาดแส้ลงไปอย่างเต็มแรง
“อ๊าก!”
อวิ๋นเซิ่งเริ่มกรีดร้องอย่างเจ็บปวดเสียงดังลั่น
แต่เขาไม่ได้ตระหนักถึงความผิดของตนเองเลย
“เจ้าคนไร้ประโยชน์ ข้าจะบอกเจ้า ข้าเป็นคนของสำนักตานจี้ (สำนักยา) เจ้ากล้าแตะต้องข้า สำนักตานจี้จะต้องไม่ปล่อยเจ้าไปแน่”
“เจ้าคิดว่าตระกูลมู่ของเจ้าจะเป็นคู่ต่อสู้กับสำนักตานจี้ได้รึ ?”
มู่เฉียนซีเลิกคิ้วขึ้นก่อนที่จะเอ่ย “องครักษ์เงา ดูแล้วพวกเจ้าจะตีเบาเกินไปแล้ว ตีเพิ่มด้วยแส้อีกร้อยครั้ง”
“ขอรับ”
เมื่อเห็นว่ามู่เฉียนซีไม่มีท่าทีหวาดกลัวเขาซึ่งเป็นนักปรุงยาและไม่กลัวสำนักตานจี้ คิดจะตีเขาให้ตายจริง ๆ อวิ๋นเซิ่งจึงมีท่าทีร้อนรน มู่เฉียนซีคนนี้โง่เง่าเสียจริง ทำสิ่งใดไม่คิดถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา
“มู่เฉียนซี เจ้ามันช่างโหดเหี้ยมนัก!”