ข้าจะตกลงก็แล้วกัน หากเจ้าชนะก็ให้เป็นไปตามใจเจ้า แต่หากข้าชนะ มู่หรูอวิ๋นเจ้าต้องรับปากกับข้าเรื่องหนึ่ง” มู่เฉียนซีต่อรอง
“ข้าตกลง” มู่หรูอวิ๋นตอบตกลงทันทีอย่างไม่ต้องคิด นางเชื่อว่าตนไม่มีทางพ่ายแพ้แน่นอน
“ที่นี่แคบเกินไป ออกไปสู้กันข้างนอกดีกว่า”
มู่เฉียนซีเดินนำไปยังลานกว้างด้านนอก ทุกคนต่างก็พากันมองตามแผ่นหลังของนางอย่างตกตะลึง แม้ผู้นำตระกูลมู่จะรอดตายมาได้อย่างประหลาด แต่สมองกลับมีปัญหาเสียอย่างนั้น ‘ผู้ที่ไม่สามารถบำเพ็ญตบะได้ ไม่อาจฝึกฝนวรยุทธ์ได้อย่างนาง คิดอยากจะประลองยุทธ์กับอัจฉริยะอย่างมู่หรูอวิ๋น… นั่นไม่เท่ากับหาเรื่องเจ็บตัวหรอกหรือ ?’
ณ ลานกว้างแห่งจวนสกุลมู่
มู่หรูอวิ๋นก้าวไปยืนประจันหน้ากับมู่เฉียนซีพร้อมเอ่ย “ข้าจะลงมือแล้ว ท่านผู้นำตระกูลโปรดระวัง”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง กระบี่ยาวก็ถูกชักออกจากฝัก ร่างของมู่หรูอวิ๋นพุ่งเข้าใส่มู่เฉียนซีราวกับอสรพิษ ทว่ากระบวนท่าแรกที่นางใช้ออกไป กลับไม่อาจสัมผัสแม้ชายเสื้อของมู่เฉียนซีด้วยซ้ำ
ผู้คนต่างพากันขยี้ตา ‘นี่พวกเขาตาฝาดหรือ… จะเป็นไปได้อย่างไร ?’ ร่างกายของมู่เฉียนซีไม่มีพลังวิญญาณหรือพลังยุทธ์ไหลเวียนเลยสักนิด แต่กลับหลบหลีกเพลงกระบี่ของมู่หรูอวิ๋นได้
มู่หรูอวิ๋นทำหน้าราวกับเห็นผี นางคลุกคลีกับมู่เฉียนซีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมาเนิ่นนาน นางมีความสามารถมากน้อยเพียงใด มู่หรูอวิ๋นรู้ดียิ่งกว่าใครทั้งหมด
‘ความเร็วของนางพัฒนาถ