นใดนั้น เสียงฝีเท้าก็ดังใกล้เข้ามา
มู่เฉียนซีทำท่าบอกไม่ให้หญิงรับใช้ส่งเสียงก่อนจะพูดเสียงเบาราวกระซิบ “เจ้าร้องไห้อยู่ในนี้ต่อไป ทำเป็นไม่เห็นว่าข้ามาที่นี่ ข้าจะคอยดูว่าวันนี้ยังจะมีใครมีใจมาเคารพศพผู้นำตระกูลอย่างข้าบ้าง”
มู่เฉียนซีเข้าไปแอบอยู่ที่หลังโลงศพ ส่วนลู่อี้มีหรือจะกล้าขัดคำสั่งนาง
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจ สตรีผู้สวมอาภรณ์สีชมพูก็กระโจนเข้ามาพร้อมเอ่ยขึ้นว่า… “ซีเอ๋อร์ ฮือ ๆ ๆ เจ้าทิ้งข้าไปได้อย่างไร เราทั้งสองเปรียบเสมือนพี่น้องกัน เมื่อเจ้าตายไปแล้วข้าก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว”
‘เหอะ! ช่างร้องห่มร้องไห้ได้น่าเวทนาเสียจริง’ มู่เฉียนซีอุดหูของตัวเองไว้แน่นจะได้ไม่ต้องถูกเสียงร้องไห้นี้บาดแก้วหู เสียงคร่ำครวญของสตรีผู้นี้ฟังดูจอมปลอมเกินไป ทำราวกับคนรักเก่าสิ้นชีพกระนั้น
นางจำได้ว่าเจ้าของร่างเดิมมีใจรักมั่นเพียงท่าน ‘หลี่อ๋อง’ ผู้เป็นคู่หมั้นเท่านั้น ไม่มีรสนิยมชมชอบเพศเดียวกันแต่อย่างใด
ถัดจากนั้น บุรุษในเสื้อคลุมหรูหราผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาแล้วค่อย ๆ โอบประคองหญิงสาวอาภรณ์สีชมพูผู้ร่ำไห้ปานจะขาดใจขึ้นอย่างอ่อนโยน เพียงได้มองหญิงสาวที่น้ำตาเอ่อคลอตรงหน้า ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูน่าเวทนาขนาดนั้น หัวใจชายหนุ่มก็แทบจะละลายแล้ว
เขาปลอบโยนนางด้วยเสียงแผ่วเบา “อวิ๋นเอ๋อร์ คนตายไปแล้วมิอาจฟื้นคืน เจ้าอย่าได้ร้องไห้จนทำให้สุขภาพของตัวเองต้องย่ำแย่เลย”
“ฮือ ๆ ๆ แต่ข้าจะไม่ได