“ว่าอย่างไรนะ? เสี่ยวอี้กลับมาแล้วหรือ ดีมาก เช่นนั้นแจ้งนางด้วยว่าตระกูลมู่ของเราพ้นวิกฤตแล้ว ไม่จำเป็นต้องหาโอสถรักษาอาการบาดเจ็บอีกต่อไป”
ก่อนหน้านี้มู่จื่ออี้ลอบออกเดินทางไปแดนลับจักรพรรดิคุนโดยไม่ได้บอกกล่าวผู้ใดในตระกูล รวมถึงอาวุโสหยินด้วย เพราะนางรู้ดีว่าหากบอกกล่าว อาวุโสหยินย่อมไม่อนุญาตให้ไปแน่นอน
ด้วยพลังของนางที่อ่อนด้อย การไปแดนลับจักรพรรดิคุนเป็นเรื่องเสี่ยงตายถึงเก้าส่วน โอกาสรอดกลับมาน้อยยิ่ง
ดังนั้นเมื่อมู่จื่ออี้กลับมาถึง อาวุโสหยินจึงเข้าใจว่านางเพียงแต่ออกไปหาโอสถรักษาอาการบาดเจ็บและเพิ่งกลับมา
ไม่นาน ร่างของมู่จื่ออี้ก็ปรากฏขึ้นในห้องโถงใหญ่ โดยมีผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักใจพิสุทธิ์ติดตามมาด้วย
“ฮ่าฮ่าฮ่า เสี่ยวอี้ เจ้ากลับมาถูกเวลาพอดี! วิกฤตของตระกูลมู่ของเราได้คลี่คลายแล้ว!”
“ตระกูลต้วน…ข้าไม่ทราบว่าพวกเขาล่วงเกินผู้แข็งแกร่งขอบเขตราชาท่านใด แต่บัดนี้ที่ตั้งของพวกเขาถูกทำลายจนไม่เหลือซาก!”
อาวุโสหยินที่กำลังดีใจอย่างยิ่ง รีบบอกข่าวดีกับมู่จื่ออี้ทันที
แต่เมื่อมู่จื่ออี้ได้ยิน แววตาของนางกลับแฝงความประหลาดใจ พลางหันมองผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักใจพิสุทธิ์ที่อยู่ข้างกาย
“ท่านอาวุโสหยิน…”
“ผู้ที่ทำลายตระกูลต้วน ไม่ใช่ผู้แข็งแกร่งขอบเขตราชาที่ไร้นาม…”
“แต่เป็นท่านผู้นี้ต่างหาก…”
คำพูดของมู่จื่ออี้ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของอาวุโสหยินค้างนิ่งไปในทันที