บอดก็จากไป
ส่วนลู่เฉินถูกขังอยู่ในเงากระดูกค่อม แต่ความจริงแล้วชายหนุ่มไม่ได้ถูกขังจริง ๆ ทว่าตั้งใจที่จะไม่ออกมา จนกระทั่งคนเหล่านั้นพาเขาไปยังห้องลับใต้ดินที่ลานหลัง
ภายในห้องลับนี้ ลู่เฉินถูกโยนเข้าไปในค่ายกล แล้วคนสวมหน้ากากในชุดคลุมขาวเหล่านั้นก็ยืนเรียงแถวกัน ราวกับกำลังรอคอยบางสิ่ง
ลู่เฉินไพล่มือไว้ด้านหลัง พลางมองพวกเขาพร้อมรอยยิ้ม “ชายตาบอดคนนั้นจะมาเมื่อไหร่”
ทุกคนไม่พูดอะไร ส่วนชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ “ได้ ไม่พูดก็ไม่พูด!”
ไม่นาน ชายตาบอดคนนั้นก็ปรากฏตัว แต่เมื่อยืนอยู่ตรงหน้าลู่เฉิน ดวงตาของเขากลับคืนสภาพเดิม ราวกับไม่เคยตาบอดมาก่อน
“ไอ้หนู เป็นอย่างไร ที่นี่รู้สึกดีใช่หรือไม่” ชายตาบอดมองลู่เฉินพร้อมรอยยิ้ม
ชายหนุ่มมองอีกฝ่ายยิ้ม ๆ “เจ้าตั้งใจจะขังข้าไว้ที่นี่หรือ”
“เจ้าบอกข้าสิ ไม่มีธุระอะไรแล้วมาที่โรงเหล้า ฟ้าเหมันต์ของพวกข้าทำไม” ชายตาบอดแค่นยิ้มเย็นชา
เขาเอ่ยพร้อมรอยยิ้มปริศนา “ข้าไม่สนใจเรื่องของโรงเหล้าฟ้าเหมันต์ ขอพูดถึงตัวตนที่แท้จริงของเจ้าดีกว่า”
ชายตาบอดดูกังวล ราวกับกลัวว่าความลับของตนจะถูกเปิดเผย จึงตะโกนสั่งคนสวมหน้ากากาที่อยู่รอบข้าง “พวกเจ้าถอยไปก่อน”
“ขอรับ” ทุกคนรีบถอยไปทันที
ชายตาบอดกวาดตามองรอบ ๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แล้ว จึงหันไปยิ้มมองลู่เฉิน “เจ้าหนู เจ้าอยากพูดอะไรกัน?”
ลู่เฉินมองชายตาบอดพลางยิ้ม “เจ้าเป็นคนของพันธมิตรชิงรากวิญญาณ”
“แล้วเป็นไร?”