ม่เชื่อ ส่วนลู่เฉินมองไปทางนักบวชชรา “พูดมา”
นักบวชชราหันไปมองลู่เฉินทันที “ตอนที่ข้ามาที่นี่ครั้งแรก ที่นี่มีโคมไฟอยู่หนึ่งดวง และหลังจากข้าได้ดูดซับพลังของโคมไฟนั้น ข้าก็กลายเป็นเจ้าของที่นี่และไม่เคยออกไปอีกเลย”
“เจ้าเป็นคนของวังทะเลภูเขาเช่นกันหรือ?”
“เมื่อหลายหมื่นปีก่อน ข้าเคยเป็นเจ้าตำหนักคนหนึ่งของวังทะเลภูเขา แล้วเข้ามาที่นี่” นักบวชชราสารภาพอย่างตรงไปตรงมา
ลู่เฉินเข้าใจแล้วจึงถาม “ถ้าเช่นนั้นพูดอีกอย่างก็คือ เจ้าไม่เคยเข้าไปข้างในนี้?”
“ไม่เคย!”
ลู่เฉินพยักหน้าแล้วมองไปทางพวกเขา “งั้นพวกเจ้ารออยู่ที่นี่”
พูดจบ ชายหนุ่มก็เตรียมจะเข้าไปข้างใน แต่ถังอิงกลับพูดอย่างเด็ดขาด “ข้าเองก็ไม่กลัวพิษเช่นกัน”
จากนั้นก็เห็นหญิงสาวเดินเข้าไปด้วย
ตอนนี้รอบตัวถังอิงมีแสงสีม่วงห่อหุ้มอยู่ ทำให้พิษเหล่านั้นไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายนางได้ และเมื่อลู่เฉินเห็นก็ยิ้ม “ใช้สมบัติวิญญาณสินะ”
“แน่นอนอยู่แล้ว” ถังอิงพูดอย่างภาคภูมิใจ
ลู่เฉินจำต้องเงียบแล้วเก็บเป็ดมาร จากนั้นก็เข้าไปข้างใน
ถังอิงรีบตามไป ส่วนนักบวชชราถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ดีที่เดินจากไปแล้ว”
จากนั้นนักบวชชราก็รีบหลบหนีไป ด้วยกลัวจะพัวพันกับลู่เฉินคนประหลาดผู้นี้อีก
อย่างไรก็ตาม ลู่เฉินและคนที่อยู่ข้างในนั้น หลังจากเดินไปได้ระยะหนึ่งก็เห็นม่านพลังสีเขียว
ภายในนั้นมีอยู่สองคน
คนหนึ่งคืออวิ๋นเมิ่งหนิง ส่วนอีกคนคือชายชราที่มีเพียงวิญญาณ