ห่งพื้นที่ที่เจ็ดงั้นหรือ?”
เขาย้อนถาม “เก่งกาจนักหรือ?”
ถังอิงพูดติดอ่าง “เก่ง… เก่งกาจ และน่าสะพรึงกลัวมาก”
ทว่าชานหนุ่มไม่เพียงไม่กลัว แต่กลับหัวเราะออกมา “อ้อ? จริงหรือ?”
ถังอิงรีบพูดอย่างร้อนรน “เจ้าอาจจะไม่รู้ แต่เขาเป็นผู้ฝึกวิถีมารแห่งพื้นที่ที่เจ็ด และยังควบคุมวิญญาณได้มากมายด้วย”
ลู่เฉินตอบอย่างไม่ใส่ใจ “แล้วมันเกี่ยวอะไรกัน?”
ถังอิงเห็นลู่เฉินไม่สนใจก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก แต่กุ่ยเจี่ยนกลับยิ้มพลางกล่าว “ไอ้หนู เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงล่อเจ้ามาที่นี่?”
ลู่เฉินตอบราวกับอ่านใจอีกฝ่ายออก “คงไม่พ้นต้องการใช้สถานที่แห่งนี้จัดการข้า”
กุ่ยเจี่ยนหัวเราะ “ไม่เลว ไม่เลวเลย!”
เขามองโครงกระดูกตรงหน้าพลางยิ้ม “ข้าต้องขอเตือนเจ้าก่อน การที่ข้ากล้ามาที่นี่ ย่อมเป็นเพราะไม่กลัวเจ้าอยู่แล้ว”
กุ่ยเจี่ยนหัวเราะพลางกล่าว “การที่ข้ากล้าล่อเจ้ามาที่นี่ ย่อมมีวิธีจัดการเจ้าอยู่แล้วเช่นกัน”
“มาเถิด มาให้ข้าดูสิว่าเจ้าผู้เป็นเจ้าสำนัก มีความสามารถเพียงใด” ลู่เฉินไม่อยากเสียเวลาพูดจาอีกต่อไป จึงถามตรง ๆ
กุ่ยเจี่ยนหัวเราะคิกคัก ราวกับฟันในกะโหลกศีรษะกำลังกระทบกันอย่างบ้าคลั่ง
ถังอิงเห็นภาพนั้นแล้วหัวใจสั่นสะท้าน
จากนั้นภาพที่น่าสะพรึงกลัวก็ปรากฏขึ้น กลิ่นอายซากศพแผ่ออกมาจากร่างของกุ่ยเจี่ยน ตามด้วยเงาโครงกระดูกสีดำจำนวนมากปรากฏขึ้นรอบด้าน และโครงกระดูกเหล่านี้ยังปล่อยพันธนาการสีดำออกมาเป็นสาย
พันธน