นนั้นผู้ที่สูญเสียก็คือพวกเจ้า ไม่ใช่ข้า!”
อวิ๋นเมิ่งหนิงรู้สึกว่าลู่เฉินช่างหยิ่งผยองเหลือเกิน นางจ้องมองอีกฝ่ายไม่วางตา “เจ้าหยิ่งผยองเกินไปแล้วกระมัง?”
“ตราบใดที่ข้าสามารถเอาชนะพวกเจ้าได้ หยิ่งผยองแล้วจะเป็นไร?” เขายิ้มมองอวิ๋นเมิ่งหนิง
อวิ๋นเมิ่งหนิงโกรธจัด “ช่างไม่รู้จักความเป็นความตายเสียจริง!”
“มีฝีมืออะไรก็เอามาใช้เลย!” ลู่เฉินจ้องมองอวิ๋นเมิ่งหนิงพลางกล่าว
อวิ๋นเมิ่งหนิงกลอกตา “ข้าอยากรู้นักว่าเจ้ามีความสามารถ ถึงขั้นบุกเข้าถึงศาลภารกิจได้หรือไม่!”
พูดจบ อวิ๋นเมิ่งหนิงก็หมุนตัวจากไป
ลู่เฉินหันไปมองอินซาน “นำทางเถอะ”
อินซานตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามว่า “นายท่าน ตอนนี้สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้นัน้้ปรากฏตัว แสดงว่าจะต้องมีผู้น่าเกรงขามอีกมากมาย ข้ารู้สึกหวาดกลัวเหลือเกิน”
“มีอะไรให้ต้องกลัวด้วยหรือ?” ลู่เฉินไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย แล้วบอกให้อินซานนำทางต่อ
อินซานจึงจำต้องนำทาง
แต่ถังอิงกลับเข้ามาใกล้ นางยิ้มพลางมองลู่เฉิน”ขอบคุณที่ช่วยข้าเมื่อครู่”
“ข้าบอกแล้วว่าทำเพื่อเป็ดมาร ไม่ได้ทำเพื่อเจ้า” คำพูดของลู่เฉินทำให้ถังอิงรู้สึกอึดอัด
แต่นางก็ปลงได้อย่างรวดเร็ว “อย่างไรเจ้าก็ได้ช่วยข้าแล้ว”
“พูดเหมาเอาเองว่าข้าคิดมากเกินไป!”
“เจ้าจะพูดอะไรก็ได้ ไม่มีผลกับข้าหรอก” ถังอิงพูดอย่างภาคภูมิใจ
ลู่เฉินไม่สนใจ พร้อมเดินต่อไปตามทางของตน
ถังอิงยังคงพูดจาบ่นไม่หยุด
ในขณะเดียวกัน ภายในวิหารอันมืด