หลอมแก่นแท้มิใช่หรือ?”
ส่วนต้วนเสี่ยที่อยู่อีกด้านหนึ่ง ได้ส่งเสียงไปยังลู่เฉิน ‘นายท่าน ผู้อาวุโสใหญ่นี้มีนามว่าม่อเหริน ขั้นพลังของเขานั้นไม่สามารถอธิบายได้ และแม้จะรวมผู้อาวุโสคนอื่น ๆ เข้าด้วยกัน ทว่าก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลย’
ลู่เฉินคิดไม่ถึงว่าผู้อาวุโสใหญ่ ที่ดูไม่โดดเด่นจะเก่งกาจเพียงนี้ แต่เขากลับรู้สึกสนใจพลางยิ้มออกมา
ทว่าผู้อาวุโสเหล่านี้กลับรู้สึกไม่พอใจนัก กระทั่งบางคนจ้องมองลู่เฉินและเอ่ย “เจ้าหนู เจ้ายิ้มทำไมกัน?”
“เจ้าหนู เจ้าไม่อยากมีชีวิตต่อไปหรือ?”
“เจ้าหนู เจ้ายังไม่รู้จักเป็นรู้จักตายจริง ๆ!”
ผู้คนในบริเวณนั้นต่างส่งเสียงสถบอออกมามากมาย
ม่อเหรินเอามือทั้งสองข้างไพล่หลัง แต่เพราะเขาตัวเล็ก จึงดูราวกับกับคนแคระที่กำลังจ้องมองลู่เฉินอยู่ “เจ้าหนู เจ้ากล้ามายุ่งกับลัทธิมารเหมันต์ของข้าหรือ?”
“มีสิ่งใดให้ไม่กล้ายุ่งกันเล่า?” ชายหนุ่มพูดอย่างไม่ใส่ใจ
ม่อเหรินเบิกตากว้างพลางพูดขึ้นมา “ในเมื่ออยากตาย เช่นนั้นข้าก็จะช่วยเจ้าเอง”
ม่อเหรินหันไปพูดกับผู้อาวุโสอีกสองสามคน “ตั้งค่ายกล จับเจ้าหนูผู้ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำนี่ซะ!”
ลู่เฉินไม่เพียงไม่กลัว แต่กลับเดินออกไปข้างหน้า และเป็นฝ่ายให้คนเหล่านี้โจมตี
คนเหล่านั้นรู้สึกว่าชายหนุ่มอวดดีเกินไป ดังนั้นจึงกระโจนออกมาล้อมรอบเขาเอาไว้ จากนั้นบนร่างของทุกคนก็แผ่กระจายแสงเลือดออกมา ทำให้มีตาข่ายสีแดงเลือดขนาดใหญ่กักขังลู่เฉินเ