้ารับด้วยความหวาดกลัว
ลู่เฉินไม่ได้พูดใด ๆ แต่เดินไปตามทางของตน ราชสีห์มารไม่กล้าคัดค้านใด ๆ และทำได้เพียงติดตามไป
หลังจากเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ทั้งสองก็เข้ามายังค่ายกล ราชสีห์รู้สึกได้ถึงพลังวิญญาณ และทั่วร่างกายของเขาก็อ่อนแอลงทันที
“ข้า… พลังของข้าอ่อนแอลงแล้ว” ราชสีห์มารพลันรู้สึกร้อนใจขึ้นมา
“เป็นเพราะค่ายกลรอบ ๆ ไม่ต้องกังวลไป” ลู่เฉินพูดกับราชสีห์มาร
“ไม่กังวลใจได้หรือขอรับ?” ราชสีห์มารรู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างมาก
และในขณะนั้นเอง เสียงสูดหายใจเข้าลึกก็ดังขึ้นมาจากตรงนั้น “หากไม่อยากตายก็จงหยุดเดินซะ มิเช่นนั้น…”
เมื่อลู่เฉินได้ยินเสียงดังกล่าว ก็มองไปยังราชสีห์มาร “ใช่เขาหรือไม่?”
“เขา… เขาไม่ได้พูดกับข้า ดังนั้น…” ราชสีห์มารพูดด้วยความหดหู่ใจ
ลู่เฉินพลันได้สติกลับมา และมองไปยังมุมมืดพลางพูดขึ้น “ออกมาเถิด”
“เจ้าคือใคร เจ้าอยากให้ข้าออกไปก็ออกไปอย่างนั้นหรือ?” อีกฝ่ายพูดอย่างไม่สนใจ
“เจ้าไม่ได้ปรากฏตัวออกมาบ่อย ๆ หรือ?” ลู่เฉินแสยะยิ้มพลางเอ่ยถาม
“ข้าออกมาเพราะมีเรื่องบางอย่างเท่านั้น” อีกฝ่ายตอบกลับ
ลู่เฉินขานรับ แล้วยิ้มพลางพูดขึ้นมา “เช่นนั้นตอนนี้เจ้ามีเรื่องแล้ว”
“เรื่องใด?”
“ข้าต้องการให้เจ้าต่อสู้กับข้า เอาชนะข้าได้ ข้าจะจากไป แต่หากเอาชนะข้าไม่ได้ ข้าจะอยู่ที่นี่ต่อไปและคอยก่อกวนเจ้า” ลู่เฉินพูดพลางก้าวเดินออกไป
ราชสีห์มารรู้สึกว่าลู่เฉินเสียสติไปแล้ว และคิดจะขวางอีกฝ่ายเ