งการอยู่ในระดับนี้เท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถเพิกเฉยต่อกฎได้ และเนื่องจากเจ้าไม่สามารถผ่านการทดสอบเมื่อครู่นี้ได้ เจ้าจึงย่อมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎได้”
ทุกคนคิดว่าลู่เฉินจะจำนน หรืออะไรทำนองนั้น
ทว่าลู่เฉินกลับหยิบจี้ออกมาและเอ่ย “ใครว่าเป็นเช่นนั้นกัน?”
สีแดงโลหิต
ผู้คนที่อยู่ต่างตรงนั้นตกตะลึง ก่อนที่เซี่ยอีฉานจะพูดอย่างตื่นเต้นว่า “นายท่าน ท่านทำสำเร็จงั้นหรือขอรับ?”
“ใช่” ลู่เฉินกล่าวอย่างสบาย ๆ
เซี่ยอีฉานมีความสุขมาก แต่คนอื่น ๆ ต่างไม่เชื่อ ซางเจี้ยนซานเองก็จ้องเขม็งไปที่ลู่เฉินเช่นกัน “เป็นไปไม่ได้ เจ้าจะทำสำเร็จได้อย่างไร?”
เฉออู่ถามขึ้นด้วยความประหลาดใจว่า “เจ้านำจี้นี้กลับมาจริง ๆ หรือ?”
เจ้าสำนักยังนึกติดใจอยู่ “แล้วเมื่อครู่เสียงกรีดร้องของอะไร?”
เดิมลู่เฉินต้องการจะบอกว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิต แต่หลังจากคิดทบทวนดูแล้ว เขาก็กล่าวเพียงว่า “เมื่อครู่มีคนผู้หนึ่งต้องการจัดการกับข้า แต่ข้าเป็นฝ่ายจัดการเขาแทน ดังนั้นเสียงกรีดร้องที่ว่าจึงเป็นของเขา ”
ทุกคนต่างตกใจเมื่อได้ยินเช่นนี้
ซางเจี้ยนซานไม่อยากเชื่อ “เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!”
ลู่เฉินพูดว่า “ข้าผ่านการทดสอบแล้ว เจ้าจะกลับคำหรือไม่?”
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เจ้าสำนักก็พูดกับทุกคนว่า “ทำตามกฎเถอะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาจะเป็นผู้สืบทอดของเทือกเขาเจ็ดหิมะ”
“อะไรนะ!?” ทุกคนไม่คาดคิดว่าเจ้า