ก็จะถูกโจมตีขอรับ” เซี่ยอีฉานเล่าอย่างช้า ๆ
หลังจากลู่เฉินได้ยินแล้ว เขาก็ขอให้เซี่ยอีฉานและหั่วเตาหลางหลบไป ก่อนวางแผนจะเดินไปทางต้นไม้
ขณะที่เขาเดินไปนั้น ลู่เฉินรู้สึกว่ามีร่างหนึ่งอยู่ในค่ายกล แต่อีกฝ่ายซ่อนตัวเอาไว้เป็นอย่างดี ดังนั้นเซี่ยอีฉานจึงไม่สังเกตเห็น
ชายหนุ่มจึงไม่ได้เข้าใกล้ต้นไม้ทันที แต่ศึกษาค่ายกลโดยรอบแทน
เซี่ยอีฉานรู้สึกสงสัย จึงถามหั่วเตาหลางว่า “นายท่านกำลังทำอะไรอยู่งั้นหรือ?”
“เขากำลังศึกษาค่ายกล”
“ค่ายกลงั้นหรือ?” เซี่ยอีฉานประหลาดใจ
หั่วเตาหลางไม่ได้พูดอะไรมาก และยังคงดูต่อไปอย่างเงียบ ๆ
ตอนนี้ลู่เฉินหยิบศิลาวิญญาณออกมา จากนั้นก็เคลื่อนที่ไปรอบ ๆ ค่ายกล อีกทั้งยังเปลี่ยนอักขระยันต์บางส่วนบนผนังโดยรอบ
สิ่งนี้ทำให้เซี่ยอีฉานนึกสับสน
จนกระทั่งลู่เฉินทำเสร็จ เขาจึงเดินไปยังต้นไม้
ตอนนี้แสงเขตแดนสีเขียวควบแน่นบนต้นไม้ และกระแทกลู่เฉินออกไป
ทว่าลู่เฉินเพียงถอยหลังไปสองสามก้าว แล้วยิ้มเล็กน้อย
ครั้นเข้าใกล้เขตแดนอีกครั้ง เขาก็ผ่านเขตแดนไปสำเร็จ
เมื่อเห็นฉากนี้ เซี่ยอีฉานก็เบิกตากว้าง “ท่าน… ท่านเข้าไปจริง ๆ หรือ?”
หั่วเตาหลางรู้ว่าลู่เฉินมีความสามารถเช่นใด ดังนั้นเขาจึงไม่ประหลาดใจ
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ลู่เฉินพลันหันหน้ากลับมา เขามองไปรอบ ๆ แล้วยิ้ม “ออกมาซะ!”
ออกมาหรือ?
ให้อะไรออกมา?
หั่วเตาหลางและเซี่ยอีฉานต่างนึกฉงน โดยเฉพาะเซี่ยอีฉานที่ต้องการทำความเข้าใจ จึงเ