าซะ”
ชายชื่อหลิงเปิดใช้งานพลังของอักขระยันต์ภูตผี
ทันทีที่อักขระยันต์ภูตผีเริ่มกะพริบไหวด้วยแสงสีดำ ก็ราวกับว่าพวกมันกำลังจะ ‘ฉีก’ จิตวิญญาณของลู่เฉิน
ความจริงแล้วลู่เฉินพอใจมาก เพราะพลังของเม็ดยาเงาเปลี่ยนไปอย่างบ้าคลั่ง
เทียนกุ่ยอีชาที่กำลังดูอยู่ที่นั่นไม่รู้เรื่องด้วย เขาจึงพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “เจ้าหนู หยุดดิ้นรนได้แล้ว เพราะเจ้าจะต้องตายในไม่ช้า”
“โอ้? ข้าตายง่ายเพียงนั้นเชียวหรือ?” ลู่เฉินถามกลับ
“เคล็ดวิชาภูตที่หลิงร่ายสามารถฉีกวิญญาณที่ทรงพลังออกเป็นชิ้น ๆ ได้” เทียนกุ่ยอีชาเอ่ยข่มขู่
“ฉีกเป็นชิ้น ๆ? แล้วเหตุใดมันจึงไม่ได้ฉีกข้าเป็นชิ้น ๆ เล่า?” ลู่เฉินย้อนถามเทียนกุ่ยอีชา
เทียนกุ่ยอีชาจ้องเขม็งพลางพูดว่า “นี่เพียงเริ่มต้น”
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าควรทำให้มันเพิ่มความรุนแรงขึ้นหน่อย ไม่เช่นนั้นหากถึงเวลาแล้วยังฆ่าข้าไม่ได้คงน่าเศร้า” ลู่เฉินยิ้มพลางมองเทียนกุ่ยอีชา
เทียนกุ่ยอีชาโกรธมากจนพูดกับชายคนนั้นอีกครั้ง “หลิง อย่ามัวเล่นอยู่ ฆ่าเขาซะ”
“ข้าทุ่มเต็มที่แล้ว” ชายชื่อหลิงพูดอย่างไม่แสดงออก
“อะไรนะ ทุ่มเต็มที่แล้ว?” เทียนกุ่ยอีชาตกตะลึง
เทียนกุ่ยอีชาไม่เคยคิดเลยว่า เมื่อครู่นี้หลิงจะใช้พลังเต็มที่แล้ว
ทางลู่เฉิน เขามองคนทั้งสองด้วยรอยยิ้มแล้วพูดว่า “ถ้าเจ้ามีวิธีอื่นก็รีบลงมือเร็ว ๆ เข้า ไม่เช่นนั้นในภายหลังเจ้าจะไม่มีโอกาสลงมืออีก”
เทียนกุ่ยอีชารู้สึกหวาดกลัวและรีบตะโกนบอกหลิงว่