ฮั่วเตาหลางก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน แต่เขาไม่ได้ตีตนเอง ทว่าใช้มือทั้งสองข้างชักกระบี่ออกมาและโจมตีไปรอบ ๆ ราวกับต้องการทำทำลายสิ่งรอบกายที่กำลังทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ เพื่อเข้าใกล้ตน
เมื่อลู่เฉินที่อยู่อีกด้านหนึ่งเห็นคนทั้งสองเป็นเช่นนี้ จึงรีบนำกู่ฉินเพลิงโบราณออกมาทันที หลังจากนั้นจึงรีบบรรเลงเช่นเดิม
หลังจากนั้นทั้งสองจึงไม่รู้สึกเช่นนี้อีก
แต่เรื่องเมื่อครู่ทำให้คนทั้งสองรู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงมองลู่เฉินด้วยแววตาประหลาดใจ
เซี่ยอีฉานพูดด้วยน้ำเสียงติดขัดออกมา “นายท่าน เมื่อครู่คือ?”
“หญิงสาวผู้นี้ใช้เสียงทำให้คนเกิดภาพหลอน”
“เสียงทำให้เกิดภาพหลอน?” เซี่ยอีฉานมีสีหน้าเปลี่ยนไป
“อืม เสียงของนางนับว่าไม่อ่อนแอ แต่หากมาเจอกับข้าก็นับว่านางโชคร้ายแล้ว” ลู่เฉินฉีกยิ้มพลางมองไปรอบ ๆ
เซี่ยอีฉานรู้สึกหวาดกลัวอยู่เล็กน้อย จึงรีบไปยืนด้านข้างของลู่เฉิน ส่วนฮั่วเตาหลางจับกระบี่ทั้งสองไว้พลางมองไปรอบ ๆ
“ออกมาเถิด!” ลู่เฉินมองสถานที่แห่งหนึ่งพลางพูดขึ้นมา
ทว่าอีกฝ่ายไม่พูดใด ๆ ชายหนุ่มจึงยิ้มพลางพูดขึ้นมา “อย่างไรกัน? ไม่ออกมาหรือ?”
“เหตุใดจึงต้องออกไป?” อีกฝ่ายย้อนถาม เสียงของหญิงสาวผู้นั้นดังขึ้นมา
เซี่ยอีฉานร้อนใจขึ้นมาทันที “นายท่าน ท่านฟังดูสิ มีอยู่จริง ๆ นะขอรับ”
ลู่เฉินยิ้มหยัน “เป็นมนุษย์หรือภูตผีก็ออกมาให้ชื่นชมเสียหน่อย”
“เจ้าหนุ่ม แม้เจ้าจะมีทักษะอยู่บ้าน แต่หากข้าเพิ่มพล