ช่นนั้น?”
“ว่ามาเถิด เจ้ามีนามว่าอย่างไร แล้วเหตุใดจึงถูกขังอยู่ที่นี่” ลู่เฉินไม่อยากจะยุ่งกับอีกฝ่ายต่อไป จึงพูดอย่างตรงประเด็น และเอ่ยถามที่มาที่ไปของอีกฝ่าย
หญิงสาวไม่รู้สึกกลัว นางแสยะยิ้มพลางพูดขึ้นมา “ข้ามีนามว่า ซูวั่งเยว่!”
“ซูวั่งเยว่ ไพเราะยิ่งนัก”
“เจ้า? คุณชายน้อย…” ซูวั่งเยว่ยิ้มพลางมองอีกฝ่าย
ลู่เฉินจึงยิ้มพลางตอบกลับ “ลู่เฉิน”
เมื่อซูวั่งเยว่ขานรับ “ในเมื่อพวกเรารู้จักกันแล้ว เหตุใดเจ้าไม่อยู่กับข้าที่นี่ล่ะ?”
“อยู่กับเจ้า?”
“ใช่ อยู่เล่นกับข้าที่นี่” ซูวั่งเยว่ฉีกยิ้ม
ลู่เฉินส่ายศีรษะ “ข้าไม่มีเวลา”
ซูวั่งเยว่ค่อย ๆ หุบยิ้ม จากนั้นเปลวเพลิงรอบกายก็เริ่มอ่อนลง และเสื้อผ้าที่สวมอยู่นั้นก็กลายเป็นสีแดงเพลิง ราวกับกำลังเปลี่ยนเป็นอีกคนหนึ่ง
หลังลู่เฉินเห็นดังกล่าวจึงยิ้มพลางพูด “ที่แท้ก็เป็นรากวิญญาณคู่”
“เจ้ารู้สิ่งใด?” ขณะนั้นเองซูวั่งเยว่ก็เอ่ยถามลู่เฉิน ราวกับกลายเป็นอีกคนหนึ่ง
“หนึ่งวิญญาณสองดวงจิต ก็คือมีสองบุคลิก แต่ทุกครั้งจะมีเพียงดวงจิตเดียวที่สามารถชักนำจิตวิญญาณนั้นได้ จึงอาจจะบอกได้ว่าเมื่อครู่ที่คุยกับข้านั้นเป็นหญิงอีกนางหนึ่ง ไม่ใช่เจ้า” ลู่เฉินอธิบายออกมา
ซูวั่งเยว่ตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้ารู้ไม่น้อยจริง ๆ!”
“สิ่งที่ข้ารู้ยังมีอีกมาก เพียงแต่ตอนนี้ข้าคร้านจะพูดกับเจ้า” ลู่เฉินคิดว่านี่เป็นโอกาสที่จะพูดจายั่วยุอีกฝ่าย เพราะวิญญาณตรงหน้าค่อนข้างอารมณ์ร