จากนั้นก็ค่อย ๆ หายตัวไป
ประมุขพฤกษาทมิฬพูดอย่างไม่ยินดี “ไม่รู้จริง ๆ ว่าเหตุใดจึงต้องจับเป็นคนผู้นั้น!”
และในขณะนั้นเองก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นมาจากด้านนอกตำหนัก ประมุขพฤกษาทมิฬขมวดคิ้วขึ้นมา “เร็วถึงเพียงนี้เชียว?”
ประมุขพฤกษาทมิฬเห็นเพียงลู่เฉินเดินนำชายชราและพ่างจื่อเข้ามา วิญญาณต้นไม้ที่อยู่ด้านนอกนั้นได้ถูกชายหนุ่มทำให้แห้งเฉาไป หรือไม่ก็หนีไปไม่กล้าเข้าใกล้
ส่วนพ่างจื่อนั้นทำเพียงซ่อนตัวอยู่ด้านหลังลู่เฉิน และไม่กล้าเดินนำด้านหน้า เพราะกลัวว่าประมุขพฤกษาทมิฬจะรู้ว่าตนได้ทรยศอีกฝ่ายเสียแล้ว
แต่ประมุขพฤกษาทมิฬไม่ใช่คนโง่เขลา โดยเฉพาะเมื่อเห็นพ่างจื่อและลู่เฉินเข้ามาด้วยกัน เขาจึงเอ่ยถามว่า “พ่างจื่อ เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
พ่างจื่อตอบด้วยความตื่นกลัว “ท่านประมุข เขา… เขาเพียงต้องการศิษย์ของเขาคืน และไม่ต้องการสิ่งอื่นใด ท่านแค่ปล่อยศิษย์ของเขาไปก็จะไม่เป็นอะไรแล้ว”
“ปล่อยศิษย์ของเขา? เจ้าคิดว่าเป็นไปได้หรือ?” ประมุขพฤกษาทมิฬเอ่ยด้วยท่าทางดูถูก
เมื่อเห็นดังนั้นพ่างจื่อจึงพยายามโน้มน้าว “ท่านประมุข หญิงผู้นี้ไม่ได้มีค่าอะไรนัก ปล่อยนางไปไม่ดีกว่าหรือ”
“หากเจ้าพูดเรื่องไร้สาระเช่นนี้อีก ข้าจะทำให้เจ้าตายเป็นคนแรก!” สิ้นเสียงของประมุขพฤกษาทมิฬ รากต้นไม้ขนาดเล็กมากมายรอบ ๆ ก็ปรากฏออกมา และพื้นดินก็เริ่มเกิดรอยร้าว
พ่างจื่อมีสีหน้าเปลี่ยนไป ทั้งยังเอ่ยเตือนลู่เฉิน “อย่าให้รากต้นไ