ม้เหล่านี้โจมตีเด็ดขาด มิเช่นนั้นอาจตายได้”
ทว่าชายหนุ่มกลับพูดกับพ่างจื่อและชายชราว่า “พวกเจ้ารอด้านนอก”
ครั้นพูดจบ เขาก็ไม่สนใจรากต้นไม้เหล่านี้และเดินเข้าไป
รากต้นไม้เหล่านั้นพุ่งออกไป คิดจะพันรัดชายหนุ่มเอาไว้ แต่ไม่นานพวกมันก็แห้งเฉาลง เรื่องนี้ทำให้ประมุขพฤกษาทมิฬทั้งรู้สึกตกใจและโมโห
“หากตอนนี้เจ้าปล่อยนางก็ยังมีโอกาสที่จะรอดชีวิต มิเช่นนั้น…” ลู่เฉินมองไปยังประมุขพฤกษาทมิฬด้วยแววตาเย็นชา
ประมุขพฤกษาทมิฬตะโกนขึ้นมา “สิ่งที่ประมุขพฤกษาทมิฬจับมาได้นั้น จะไม่ยอมปล่อยอย่างเด็ดขาด!”
“ข้าจะไม่ให้เจ้าปล่อยมือ!” เมื่อลู่เฉินพูดจบก็เดินไปยังครอบแก้ว ซึ่งเฮยหลวนยังหมดสติอยู่ในนั้น
ส่วนประมุขพฤกษาทมิฬ เขาไม่ต้องการให้ชายหนุ่มเข้าไปใกล้ ดังนั้นจึงปล่อยกองรากไม้ออกมา แต่มันก็ไม่ได้ผลนัก ในที่สุดประมุขพฤกษาทมิฬก็ทำได้เพียงกลายเป็นเงาและพุ่งตัวไปอยู่ตรงหน้าลู่เฉินทันที จากนั้นจึงแทงรากไม้ที่แหลมคมไปยังอีกฝ่าย
ทันใดนั้นลู่เฉินก็กลายเป็นมนุษย์กระดาษ และปรากฏตัวขึ้นอีกสถานที่หนึ่งของตำหนัก เขายิ้มพลางมองประมุขพฤกษาทมิฬ “การโจมตีว่องไวนัก พลังก็แข็งแกร่ง แต่มันก็ไม่สามารถทำอะไรข้าได้!”
ประมุขพฤกษาทมิฬพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “นั่นเป็นเพราะเจ้ายังไม่ได้เห็นถึงความน่ากลัวที่แท้จริงของข้า”
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?”
“ใช่!” เมื่อประมุขพฤกษาทมิฬพูดจบ ภายในตำหนักจึงหลอมรวมแส้ไม้เส้นหนาสามเส้นขึ้นมาทันที แส้