ทมิฬนี้มีแสงสีดำเปล่งออกมา
เมื่อมันถูกฟาดออกไปก็เห็นได้ว่าพื้นที่รอบ ๆ ดูคล้ายจะเกาะตัวกันแน่นขึ้นมาทันที
แต่เมื่อมันฟาดมายังลู่เฉิน ชายหนุ่มก็หายตัวไป ขณะแส้ไม้ตีลงบนพื้นดิน มันก็เกิดเสียงดังและสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงขึ้นมา
ตูม! ตูม! ตูม!
พลังที่แข็งแกร่งนี้ทำให้พื้นภายในตำหนักสั่นไหวจนเกิดรอยร้าวขึ้นสามแห่ง
ทว่าไม่นานรอยร้าวเหล่านั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มมองไปยังพื้นซึ่งกลับมาเป็นเหมือนเดิม และมองไปรอบ ๆ พลางยิ้มออกมา “แท้จริงแล้วตำหนักแห่งนี้ก็เป็นสมบัติวิญญาณที่มีการฟื้นฟูอันทรงพลัง”
เมื่อเหล่าวิญญาณต้นไม้ได้ยินว่าตำหนักแห่งนี้คือสมบัติวิญญาณ จึงตะลึงขึ้นมา
“สมบัติวิญญาณ? จะเป็นไปได้อย่างไร?”
“ใช่ พวกเราอยู่ที่นี่มานานหลายปี จะไม่รู้ได้อย่างไรกัน?”
“เจ้าหนุ่มผู้นี้เพียงพูดโอ้อวดไปเท่านั้น!”
ขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น ลู่เฉินก็มองไปรอบ ๆ จากนั้นจึงมองไปยังประมุขพฤกษาทมิฬพลางยิ้มและพูดว่า “ดูเหมือนว่าสมบัติวิญญาณนี้จะปิดผนึกเจ้าไว้ที่นี่ และทำให้เจ้าไม่สามารถออกไปจากตำหนักแห่งนี้ได้”
ความลับนี้มีผู้ที่รู้ไม่มากนัก ทว่าอีกฝ่ายกลับรู้ มันทำให้ประมุขพฤกษาทมิฬถามขึ้นมาด้วยความร้อนใจ “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
“มองครู่เดียวก็รู้แล้ว” ชายหนุ่มชี้มายังดวงตาทั้งสองข้างของตน
ประมุขพฤกษาทมิฬไม่เชื่อ ทั้งยังพูดออกมาด้วยความโมโห “เจ้าหนุ่ม เจ้าคิดว่าทำเช่นนี้จะสามารถหลอกข้าได้หรือ?