่อเห็นว่าเป็นวิญญาณของลู่เฉินจริง ๆ เขาก็พูดด้วยความดีใจ “เจ้าหนุ่ม อยู่ในกำมือข้าแล้วก็อย่าคิดที่จะหนี!”
เมื่อพูดจบ ผู้อาวุโสแปดก็ใช้เคล็ดวิชาวิญญาณที่แข็งแกร่ง โจมตีไปบนร่างของลู่เฉินที่กำลัง ‘หมดสติ’ อยู่
แต่ชายหนุ่มกลับไม่เป็นอะไร ยังลืมตาขึ้นพลางมองผู้อาวุโสแปด “ยินดีต้อนรับ”
“เจ้า เหตุใดจึงไม่เป็นอะไร?” ผู้อาวุโสแปดมองลู่เฉินด้วยความประหลาดใจ ส่วนชายหนุ่มนั้นค่อย ๆ เลือนรางไป จนหายไปในที่สุด
ผู้อาวุโสแปดตกตะลึง เขาจึงรีบมองไปด้านนอกเขตแดนทันที ลู่เฉินใช้เคล็ดวิชาอัสนีวิญญาณปรากฏตัวขึ้น และยืนอยู่ด้านข้างของผู้อาวุโสห้าพลางฉีกยิ้มออกมา “ไม่เลวนี่”
เมื่อผู้อาวุโสแปดเห็นเช่นนั้นก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก “พวกเจ้าร่วมมือกัน!”
ผู้อาวุโสห้ามองไปยังผู้อาวุโสแปดแล้วเอ่ยว่า “ผู้อาวุโสแปด ท่านปล่อยวางการต่อต้านเถิด!”
“เจ้า! เหตุใดเจ้าจึงต้องร่วมมือกับเขาเพื่อหลอกข้า?” ผู้อาวุโสแปดแทบจะไม่อยากเชื่อว่าลู่เฉินจะร่วมมือกับผู้อาวุโสห้าเช่นนี้ได้
ผู้อาวุโสห้าจึงพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก “เพราะเขาไม่กลัวพิษของข้า และยังเอาชนะข้าได้!”
“เป็นไปไม่ได้!” ผู้อาวุโสแปดไม่เชื่อ
ผู้อาวุโสห้ารู้ว่าแม้ตนจะพูดอย่างไร อีกฝ่ายก็คงไม่เชื่อ ดังนั้นนางจึงพูดกับผู้อาวุโสแปดเพียงสั้น ๆ “ยอมแพ้เสียเถิด!”
“ยอมแพ้? เจ้าให้ข้ายอมแพ้? ช่างน่าตลกนัก!” ผู้อาวุโสแปดรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าตลกเกินไป
“มิเช่นนั้น เจ้าจะออกไ