้วมุ่น “นี่เรื่องบังเอิญหรือ? ให้พวกเขาไล่ล่ากันเช่นนี้เนี่ยนะ?”
ส่วนกานจิ่วเม่ยและพรรคพวกยิ่งเบิกตากว้าง ในขณะที่ไป๋หลี่ซานพูดด้วยความตกตะลึง “เจอเรื่องยุ่งยากเสียแล้ว”
แต่ลู่เฉินกลับพูดกับกานจิ่วเม่นและกู่ซานฉงว่า “พวกเจ้าจัดการอีกคนหนึ่ง ส่วนจูเก๋อหลิงเฟิงส่งมาให้ข้าก็พอ”
“เจ้าคนเดียวไหวหรือ?” กานจิ่วเม่ยกังวล
กู่ซานฉงพูดขึ้นว่า “สู้ให้ข้าไปจัดการจูเก๋อหลิงเฟิงกับเจ้า ส่วนอีกคนก็มอบให้ศิษย์น้องก็พอ”
“ไม่ต้อง พวกเจ้าทั้งสองจัดการเพียงคนเดียวก็พอ”
ไป๋หลี่ซานได้ยินเช่นนั้นก็พูดกับทั้งสองว่า “พวกเจ้าเชื่อเขาเถิด”
ทั้งสองทำได้เพียงหยักหน้ารับ แต่ก็ยังรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย
ส่วนจูเก๋อหลิงเฟิงที่อยู่อีกด้านหนึ่งรู้สึกกระตือรือร้นทันที ทั้งยังพูดออกมาด้วยความพึงพอใจ “ในที่สุดโอกาสของข้าก็มาถึงแล้ว”
ผู้อาวุโสแปดเดินมาข้างกายจูเก๋อหลิงเฟิง และกำชับว่า “ครั้งนี้ ต้องสำเร็จเท่านั้น จะล้มเหลวไม่ได้ เข้าใจหรือไม่?”
“ขอรับ” จูเก๋อหลิงเฟิงขานรับ
ผู้อาวุโสแปดจึงวางใจ ในขณะที่ผู้อาวุโสเจ็ดที่อยู่ในมุมมืดพูดเยาะเย้ยอีกฝ่าย “เฒ่าแปด หรือเจ้าวางกลอุบายอะไรบางอย่างไว้หรือ?”
“วางกลอุบายใดกัน?” ผู้อาวุโสแปดแสร้งโง่
ผู้อาวุโสเจ็ดเผยรอยยิ้มประหลาด “แผ่นไม้เหล่านั้น เมื่อครู่มีบางอย่างไม่ปกติ!”
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าพูดสิ่งใด” ผู้อาวุโสแปดยังแสร้งไม่รู้เรื่องต่อไป
ผู้อาวุโสเจ็ดอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ผู้อาวุโส