นั้นเขาจึงมองไปยังอีกฝ่ายพลางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าหนุ่ม ทางที่ดีเจ้าอย่ายอมแพ้!”
ลู่เฉินคร้านจะสนใจ ชายหนุ่มจึงเดินไปพักผ่อนอีกด้านหนึ่ง
กานจิ่วเม่ยและกู่ซานฉงก็เดินตามไปเช่นกัน เหลือเพียงผู้อาวุโสแปดที่ยืนโมโหอยู่ตรงนั้น
ผู้คนที่อยู่ด้านนอกตำหนักต่างก็ถกเถียงกัน
จนกระทั่งเวลาผ่านไปครึ่งวัน ผู้คนจึงทยอยกันออกมา
อย่างเช่นกลุ่มของเฉียนหลัว และกลุ่มของฉีเจี้ยน รวมถึงเฮยหลวนและพวกส่วนจูเก๋อหลิงเฟิงและคนอื่น ๆ ก็ออกมาเป็นอันดับที่ห้า
แต่สำหรับจูเก๋อหลิงเฟิงแล้ว นี่นับเป็นความอัปยศยิ่งนัก
โดยเฉพาะตอนที่ออกมานั้น จูเก๋อหลิงเฟิงก็ตามหาร่องรอยของลู่เฉิน จนกระทั่งมั่นใจถึงตำแหน่งของอีกฝ่ายแล้ว จึงเดินออกไปด้วยความโมโห
แต่เมื่อทุกคนเห็นว่ากลุ่มของจูเก๋อหลิงเฟิงมีเพียงสองคน ต่างก็แปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับอีกคนหนึ่ง
โดยเฉพาะผู้อาวุโสสิบที่ขวางจูเก๋อหลิงเฟิงไว้ “อีกคนหนึ่งล่ะ?”
“ถามเขาดูสิ!” จูเก๋อหลิงเฟิงชี้ไปยังลู่เฉิน
ผู้ที่ไม่รู้เรื่องใด ๆ ย่อมไม่รู้ว่าลู่เฉินได้จัดการจินอีฉุยไปแล้ว ดังนั้นพวกเขาต่างก็แปลกใจ
ผู้อาวุโสสิบรู้สึกสงสัย ส่วนผู้อาวุโสแปดที่อารมณ์เดือดพล่านอยู่อีกด้านหนึ่งก็พูดขึ้นว่า “ไม่ต้องถามแล้ว ถูกเขาสังหารไปแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้คนในบริเวณนั้นต่างก็ตกตะลึง
ขณะเดียวกันในที่สุดทุกคนก็เข้าใจว่าเหตุใดผู้อาวุโสแปดจึงต้องมาหาลู่เฉิน แท้จริงแล้วเป็นเพราะว่าชายคนนั้นได้จั