ูกไฟเพลิงนี้ได้หรือไม่” ผู้อาวุโสเจ็ดพูดด้วยความตื่นเต้น
กานจิ่วเม่ยสับสน “ว่าอย่างไรนะ?”
กู่ซานฉงมองไปยังกานจิ่วเม่ยพลางตะคอกเสียงดัง “เจ้าพูดให้น้อยลงหน่อยก็ได้!”
กานจิ่วเม่ยรู้สึกเสียใจ แต่ตอนนี้ไม่สามารถทำอะไรได้ ทำได้เพียงหลบเลี่ยงหรือสกัดลูกไฟเพลิงเหล่านี้ไว้เท่านั้น จากนั้นพลันตะโกนขึ้นว่า “ผู้อาวุโสเจ็ด ข้าผิดไปแล้ว โปรดยกโทษให้ข้าได้หรือไม่?”
“หากอยากออกมา เจ้าก็ต้องดูว่าเขาจะสามารถทำลายค่ายกลนี้ได้หรือไม่” ผู้อาวุโสเจ็ดพูดด้วยรอยยิ้ม
“ทำเช่นนี้ได้หรือ!” กานจิ่วเม่ยรู้สึกร้อนใจ
“ให้เวลาพวกเจ้าหนึ่งถ้วยชา ถ้าหากหลังจากเวลาหนึ่งถ้วยชาแล้วยังไม่สามารถทำลายได้ เช่นนั้นพลังของค่ายกลนี้ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น” ผู้อาวุโสเจ็ดพูดถึงตรงนี้ก็เผยยิ้มประหลาดออกมา
กานจิ่วเม่ยรู้สึกกังวลใจ “ผู้อาวุโสเจ็ด นี่ท่าน…”
“เริ่มจับเวลาหนึ่งถ้วยชา” ผู้อาวุโสเจ็ดแสยะยิ้มอย่างชอบใจ
กานจิ่วเม่ยใกล้จะเสียสติ ดังนั้นจึงมองไปยังลู่เฉิน ใครจะคิดว่าอีกฝ่ายเพียงพูดสั้น ๆ ว่า “ตามข้ามา”
กานจิ่วเม่ยและกู่ซานฉงต่างก็แปลกใจว่าลู่เฉินต้องการทำสิ่งใด
ดังนั้นทั้งสองจึงตามไป ใครจะคิดว่าเส้นทางที่ลู่เฉินเดินไปนั้นไม่สามารถสัมผัสได้ถึงลูกไฟเพลิงใด ๆ ผู้อาวุโสเจ็ดที่อยู่ในมุมมืดจึงตื่นตระหนกขึ้นมา “อัจฉริยะ อัจฉริยะจริง ๆ!”
เพียงไม่นาน ทั้งสามก็ได้เห็นทางออกที่มีแสงสว่างอยู่
กานจิ่วเม่ยพูดด้วยความดีใจ “ดูนั่น ทางออก!”
กู่