้ไกลเช่นนี้?”
“ลี้ธรณีเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร” ลู่เฉินพูดจบ ก็นำทั้งสองเดินเข้าไปยังกระแสน้ำวน เพื่อเตรียมออกไปจากที่นี่
แต่เมื่อเข้าไปยังกระแสน้ำวน บริเวณรอบ ๆ ก็เปลี่ยนไป จากนั้นทั้งสามก็มาถึงอุโมงค์มืดสลัวแห่งหนึ่ง
กานจิ่วเม่ยรู้สึกสงสัย “เหตุใดค่ายกลส่งตัวนี้จึงแปลกประหลาดนัก”
กู่ซานฉงมีสีหน้าจริงจังมากยิ่งขึ้น “นี่ มีปัญหา!”
ลู่เฉินยกยิ้ม “มีคนวางกลอุบายบางอย่างบนเส้นทางนั่น”
“วางกลอุบาย? ผู้ใด?” กานจิ่วเม่ยร้อนใจ และกู่ซานฉงเองก็ตกตะลึงเช่นกัน
ลู่เฉินมองไปรอบ ๆ “ผู้ที่เข้าใจค่ายกลคนหนึ่ง”
กานจิ่วเม่ยกำลังคิดอะไรบางอย่าง จู่ ๆ ก็เอ่ยขึ้นว่า “ผู้อาวุโสเจ็ด เฒ่าประหลาดค่ายกล เฒ่าพิการแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด”
กู่ซานฉงหดหู่ใจ “เหตุใดผู้อาวุโสเจ็ดต้องเปลี่ยนแปลงค่ายกล?”
ลู่เฉินไม่รู้ว่าเฒ่าพิการแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดคือใคร แต่ทักษะการเปลี่ยนแปลงค่ายกลของอีกฝ่ายนับว่าไม่ธรรมดา และค่ายกลนี้เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หมายความว่า อีกฝ่ายอาจคอยเปลี่ยนแปลงอยู่ท่ามกลางความมืดตลอดเวลาก็เป็นได้
ส่วนกานจิ่วเม่ยนั้นมองไปรอบ ๆ พลางตะโกนขึ้นว่า “ผู้อาวุโสเจ็ด เป็นท่านใช่หรือไม่?”
อย่างไรก็ตาม รอบ ๆ กลับว่างเปล่าราวกับไม่มีผู้ใดอยู่
แต่ลู่เฉินกลับจ้องมองไปยังที่หนึ่งพลางพูดขึ้นว่า “เขาอยู่นั่น”
กานจิ่วเม่ยมองไปยังตำแหน่งที่ลู่เฉินบอก แต่ที่นั่นกลับไม่มีสิ่งใด
ทว่าตรงนั้นกลับมีเสียงชายชราผู้ห