ีมือกันทั้งสิ้น”
กานจิ่วเม่ยกลับพูดขึ้นมาอย่างไม่หวาดหวั่น “ถึงจะพ่ายแพ้ก็ไม่เสียดาย”
แต่กู่ซานฉงไม่คิดเช่นนั้น โดยเฉพาะจูเก๋อหลิงเฟิงผู้นั้น เพียงเห็นลู่เฉินก็เต็มไปด้วยความไม่เป็นมิตร และยังยั่วยุให้บางคนสร้างความวุ่นวายขึ้นมาอีก
ดังนั้น เมื่อลู่เฉินและคนอื่นไปถึงก็มีคนจำนวนไม่น้อยตะโกนขึ้น
“ดูนั่น ภูเขาเดียวดายได้ส่งขั้นหลอมแก่นแท้มาเข้าร่วม”
คำพูดดังกล่าวดึงดูดความสนใจของผู้คนได้เป็นจำนวนมาก
คนจากภูเขาจำนวนไม่น้อยต่างก็หัวเราะเยาะ บางคนยังพูดเยาะเย้ยว่า “ภูเขาเดียวดายเป็นภูเขายอดฝีมือ เหตุใดจึงส่งขั้นหลอมแก่นแท้มากัน?”
“ภูเขายอดฝีมือ? นั่นก็เป็นเพียงแค่สิ่งที่คนทั่วไปพูดกัน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อาวุโสและศิษย์แล้ว พวกเจ้าก็คือขยะเท่านั้น”
“ก็จริง ยอดฝีมือเหล่านี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อาวุโสก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนัก”
เมื่อคนพวกนี้พูดก็ยิ่งไม่น่าฟังนัก กานจิ่วเม่ยอนุญาตให้ผู้อื่นพูดว่าแข็งแกร่งกว่าตนได้ แต่ไม่อนุญาตให้ผู้ใดมาพูดว่าตนไม่โดดเด่น โดยเฉพาะคนบนภูเขาเหล่านั้น
ดังนั้นกานจิ่วเม่ยจึงพูดขึ้นมาด้วยความโมโห “แม้จะไม่โดดเด่น แต่ก็แข็งแกร่งกว่าพวกเจ้า”
“โอ้ สาวน้อยผู้นี้โมโหเสียแล้ว”
“ดูเหมือนว่าคนของภูเขาเดียวดายไม่เพียงแค่ขั้นพลังต่ำ แต่ยังอารมณ์ไม่ดีเสียด้วย”
“ฮ่าฮ่า”
กานจิ่วเม่ยเริ่มรู้สึกโมโห จนกู่ซานฉงต้องเอ่ยเตือนนาง “อย่าไปสนใจพวกเขา”
เวลานี้กานจิ่วเม่ยรู้สึกหดหู่เป็นอย่