างมาก
ขณะนั้นเอง ข้างกายจูเก๋อหลิงเฟิงก็มีชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินออกมา
ในมือของชายหนุ่มผู้นั้นถือค้อนทองขนาดใหญ่ไว้ ก่อนจะชี้มายังลู่เฉินและคนอื่น ๆ “ข้าขอแนะนำพวกเจ้า ยอมแพ้เสียเถิดในตอนนี้ มิเช่นนั้น ในการแข่งขันรอบแรก คนกลุ่มแรกที่ข้าจะทุบให้ตายก็คือพวกเจ้า!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ภายในลานก็ยิ่งดูคึกคัก
บางคนยังพูดออกมาว่า “ดูนั่น ศิษย์ของผู้อาวุโส จินอีฉุย”
“เขาก็คือจอมพลังผู้นั้น?”
“ใช่ ในบรรดาศิษย์ของผู้อาวุโสแปด เขาเป็นผู้ที่มีพลังแข็งแกร่งที่สุด”
“ช่างอยากดูเสียจริงว่าเขามีพลังมากเพียงใด” มีคนตั้งความหวังว่าอยากจะเห็นชายคนนั้นใช้พลัง
กานจิ่วเม่ยไม่ใช่คนขี้ขลาด นางจึงเบิกตากว้างพลางมองไปยังจินอีฉุย “เจ้าคิดว่าพวกเราจะกลัวหรือ?”
“สาวน้อย เกรงว่าเจ้าจะไม่รู้ถึงความแข็งแกร่งของจินอีฉุยเสียแล้ว!” จินอีฉุยกวัดแกว่งค้อนใหญ่ไปมาก่อนจะยิ้มประหลาด
“จะเข้ามาก็มา ใครจะกลัวใครกันแน่!” กานจิ่วเม่ยพูดด้วยความโมโห
จินอีฉุยเผยรอยยิ้มเย็นชา “อย่ารีบร้อนไป รอให้ถึงการแข่งการรอบแรกเสียก่อน ข้าจะต้องให้เจ้าได้ลิ้มลองแน่”
กานจิ่วเม่ยแสดงออกถึงความไม่กลัว แต่จินอีฉุยกลับมองไปยังลู่เฉินพลางยิ้มประหลาด “เจ้าหนุ่ม กลัวแล้วหรือ?”
ทุกคนมุ่งความสนใจไปยังลู่เฉินทันที
แต่ชายหนุ่มกลับตอบกลับเพียงสั้น ๆ “ทางที่ดีอย่ามายุ่งกับข้า มิเช่นนั้นหากถูกคัดออก อย่ามาโทษข้าก็แล้วกัน!”
คำพูดของลู่เฉินทำให้คนในลานชะงักไปครู