ต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างอยู่รอบ ๆ ขณะเดียวกันยังมีผู้คนของภูเขาเดียวดายจำนวนไม่น้อยเดินผ่านไปผ่านมาอยู่ที่นี่
แต่เมื่อคนเหล่านี้เห็นลู่เฉิน ก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา
“จิ่วเม่ยผู้นี้ เหตุใดจึงนำขั้นหลอมแก่นแท้คนหนึ่งเข้ามากัน?”
“หรือนางจะไม่รู้ว่าที่นี่ไม่สามารถพาผู้ใดเข้ามาตามใจชอบได้?”
“นิสัยของจิ่วเม่ย พวกเจ้าไม่ใช่ว่าจะไม่รู้เสียหน่อย?”
…
ขณะที่คนเหล่านี้กำลังถกเถียงกันอยู่นั้น กานจิ่วเม่ยจึงเอ่ยถามพวกเขา “เห็นประมุขภูเขาหรือไม่?”
ทุกคนไม่รู้ว่ากานจิ่วเม่ยหมายความว่าอย่างไร
แต่ในขณะนั้นเอง เสียงของชายหนุ่มวัยกลางคนก็ดังขึ้น “กานจิ่วเม่ย เหตุใดเจ้าจึงพาขั้นหลอมแก่นแท้เข้ามา?”
กานจิ่วเม่ยหันไปมอง จึงได้เห็นชายผู้หนึ่งที่แบกตะกร้าไม้ไผ่และสวมหมวกไม้ไผ่ไว้ จึงพูดขึ้นมาด้วยความดีใจ “ศิษย์พี่ ท่านมาแล้ว”
“พูดมา อย่ามาโกหกข้า” เมื่อเห็นกานจิ่วเม่ยมีท่าทางเช่นนี้ ผู้ที่ถูกเรียกว่าศิษย์พี่นั้นก็รู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดีนัก
“ศิษย์พี่ ประมุขภูเขาล่ะ?”
“ถามหาประมุขภูเขาทำไมกัน?” ศิษย์พี่ผู้นี้เอ่ยถาม
ทุกคนต่างก็รู้สึกแปลกใจ แต่ละคนจึงมองไปยังกานจิ่วเม่ย นางจึงพูดขึ้นมาด้วยความรู้สึกผิด “คือว่า เขาต้องการท้าทายประมุขภูเขา”
“ว่าอย่างไรนะ?”
ผู้คนในบริเวณนั้นต่างก็เบิกตากว้าง ศิษย์พี่ผู้นั้นมีสีหน้าครุ่นคิดขึ้นมา “กานจิ่วเม่ย เจ้าจงใจพาคนมาสร้างปัญหาให้ประมุขภูเขาหรือ?”
“เปล่า ข้าเปล่า เป็น