ต่ตัวเองยังแทบจะไม่เชื่อ
ส่วนอีกฝ่ายนั้นดันเชื่อสนิท จากนั้นแสงสีขาวจึงสว่างวาบขึ้น ลู่เฉินจึงหายไปจากยอดเขา และกลับมาถึงตำหนักอีกครั้ง เสียงรอบข้างก็หายไปเช่นกัน เหลือเพียงชิงอีถงที่จ้องมองชายหนุ่มอยู่ใกล้ ๆ
ขณะนั้นเอง ลู่เฉินเห็นว่าตนนั่งอยู่บนเก้าอี้ภายในตำหนัก และรอบ ๆ ตำหนักนี้ก็มีแสงไฟเป็นจำนวนมาก เพียงแต่บนร่างของเขามีโซ่ตรวนเปล่งแสงสีดำจำนวนมากพันรัดอยู่
ในขณะเดียวกัน ชายชราผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าลู่เฉิน ใบหน้าของชายผู้นี้เต็มไปด้วยริ้วรอย แต่บนร่างกายนั้นกลับมีพลังปราณที่หนาแน่นมาก และมือทั้งสองยังสวมถุงมือสีแดงเพลิงไว้
“รู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร?” ชายชราโน้มตัวลงไปมองชายหนุ่ม
“ผู้นำโถงรายนาม?”
“ใช่ ผู้นำโถงรายนาม เลี่ยเย่าเทียน” ชายชราหัวเราะชั่วร้าย
ลู่เฉินมองดูตัวเอง จากนั้นมองไปยังเลี่ยเย่าเทียน “เจ้าคิดจะทำสิ่งใด?”
“เมื่อครู่เจ้าก็เห็นแล้ว หากข้าต้องการจัดการเจ้านั้นง่ายเสียยิ่งกว่าปรบมือ ดังนั้นหากเจ้าไม่อยากตายก็จงต้องคำถามข้าดี ๆ เสียเถิด” เลี่ยเย่าเทียนฉีกยิ้มพลางมองอีกฝ่าย
“เมื่อครู่ตอบไปแล้วมิใช่หรือ?” ลู่เฉินถาม
“เมื่อครู่เป็นรูปปั้นหิน การทดสอบของตำหนักทดสอบวิญญาณ แต่ตอนนี้เป็นข้า” เลี่ยเย่าเทียนคลี่ยิ้ม
“พวกเจ้า ไม่ใช่พวกเดียวกัน?”
“ตำหนักทดสอบวิญญาณเป็นของหุบเขาลึก ส่วนข้าคือข้า เข้าใจหรือไม่?” เลี่ยเย่าเทียนมองลู่เฉินราวกับคนโง่
เมื่อชายหนุ่มขานรับ เลี่ยเย่าเที