่างเชื่องช้าว่า “มีหมอกสีขาวอยู่ภายใน แม้ว่าข้าก็ยากจะมองเห็น ข้ามองผ่านหมอกสีขาวไม่ได้”
หั่วลั่งยังพูดอยู่ข้าง ๆ ว่า “ข้าคิดว่าเราไปจากที่นี่ดีกว่า ไม่อย่างนั้นข้าไม่รู้ว่าจะต้องตายอย่างไร”
ฟาเทียนกลับบ่นขึ้นว่า “อยากไปก็ไป”
หลังจากที่หั่วลั่งเห็นว่าฟาเทียนดูถูกเขา เขาก็ไม่พอใจและพูดว่า “อันใดนะ? เจ้าคิดว่าข้ากลัวหรือ?”
“แล้วไม่กลัวหรือ?” ฟาเทียนถามกลับ
“ไม่ ข้าแค่คิดว่าระวังสิ่งที่ไม่รู้จะดีกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้ากลัว” หั่วลั่งพูดอย่างจริงจัง
“แล้วเจ้าต้องระวังขนาดไหนล่ะ?” ฟาเทียนหัวเราะแปลก ๆ
“เรื่องนี้ ข้าจะดูและค่อยตัดสินใจว่าจะเข้าไปหรือไม่ทีหลัง” หั่วลั่งแสร้งทำเป็นมองไปข้างหน้า
แต่ลู่เฉินกลับเดินมาถึงขอบหมอกแล้ว
หั่วลั่งรู้สึกหวาดกลัว “พี่ลู่ อย่าหุนหันพลันแล่นเลย”
แต่ลู่เฉินไม่เป็นอะไร ชายหนุ่มรู้ว่าหมอกสีขาวมีพิษจริง ๆ และอาจทำให้ผู้คนตกอยู่ในภวังค์การหลับใหลได้ ดังนั้นเขาจึงมองไปที่พวกเขาทั้งสามคนแล้วเอ่ยว่า “พวกเจ้า ไปที่สมบัติห้วงเวลาของข้าก่อน”
หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็พาทั้งสามคนไปที่ ‘ประตูไร้สิ่งสรรพ’
ลู่เฉินเข้าไปคนเดียว
ภายใน ‘ประตูไร้สิ่งสรรพ’ หั่วลั่งถามอย่างกระวนกระวายว่า “เจ้าว่าพี่ลู่ เขาจะตายหรือไม่ แล้วเราจะไม่สามารถออกจากสมบัติวิญญาณนี้ตลอดไปหรือไม่?”
ฟาเทียนเอ่ยด้วยความดูถูก “ข้าเพิ่งรู้ว่าเจ้านั้นขี้ขลาดมาก”
“ขี้ขลาด? จะเป็นไปได้อย่างไร?” หั่วลั่งแส