ีมาบนร่างของลู่เฉินยิ่งแข็งแกร่งเพียงใด การป้องกันด้านหน้าของชายหนุ่มก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น
การโจมตีของอสูรปีศาจเหล่านี้ คราแรกอาจจะทำให้ลู่เฉินรู้สึกเจ็บปวดได้เล็กน้อย แต่เมื่อผ่านไปครู่หนึ่ง ความเจ็บปวดเหล่านั้นก็พลันหายไป เพราะเขตแดนโปร่งแสงตรงหน้านั้นสามารถสกัดกั้นพลังการโจมตีของอสูรปีศาจเหล่านี้ได้ทั้งหมด
ดังนั้นทุกคนจึงได้เห็นว่า ไม่ว่าพวกอสูรปีศาจจะโจมตีอย่างไรก็ไม่สามารถทำให้ลู่เฉินเป็นอะไรได้ พวกเขาแต่ละคนจึงรู้สึกสับสน
โดยเฉพาะคนของพระราชวังพิทักษ์เหมันต์ที่ต่างก็รู้สึกงุนงง
อีกทั้งบางคนยังมองไปยังเจี่ยอันอย่งสงสัย “ศิษย์พี่เจี่ย นี่มันเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่?”
เจี่ยอันไม่เข้าใจ จนกระทั่งดวงตา ‘สีน้ำเงิน’ คู่นั้นเปล่งแสงสว่างแปลกประหลาดออกมา ราวกับว่ามีความสงสัยอยู่มากมาย
หยวนเส่าชิงยังคิดว่าพลังของปรมาจารย์สยบมารนั้นยังไม่มากพอ ดังนั้นจึงตะโกนออกไปว่า “พี่จ้าว ท่านต้องเพิ่มพลังอีก!”
อวี่ซานเส้าก็พูดขึ้นมาเช่นกัน “พี่จ้าว รีบทำให้อสูรปีศาจหล่านี้บ้าคลั่งขึ้นมาเสียที”
ปรมาจารย์สยบมารรู้สึกกังวลใจ “บ้าคลั่งขนาดนี้แล้ว ยังจะให้บ้าคลั่งไปมากกว่านี้ได้อย่างไร?”
ปรมาจารย์สยบมารผู้นี้จึงไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร
และในขณะนั้นเอง ลู่เฉินนำกระบี่สยบเก้าทิศออกมา จากนั้นจึงฉีกยิ้ม “ควรจะจบสิ้นเสียที!”
ทุกคนจึงได้เห็นภาพที่น่าหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น นั่นก็คือปราณกระบี่ที่ลู่เฉินเคลื่อน