อย่างไร?”
นักบุญหญิงไม่กลัวว่าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้านางจะรู้ จึงพูดอย่างเย็นชาว่า “จอมมารผู้ยิ่งใหญ่เมื่อหนึ่งแสนปีที่แล้วก็มีอีกชื่อหนึ่งว่าลู่เฉิน”
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?”
“ตอนแรกเจ้าทำตัวน่ากลัวมาก ข้าจึงคิดว่าเจ้าเป็นเขา แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่ใช่เขา!” นักบุญหญิงรู้สึกว่าตน ‘ฉลาด’ มาก
แต่อีกฝ่ายกลับถามขึ้นว่า “หนึ่งแสนปีที่แล้ว? เจ้าเคยเห็นเขาหรือไม่?”
“ไร้สาระ! ข้าย่อมเคยเห็นอยู่แล้ว!”
ลู่เฉินพยักหน้าและพูดว่า “ข้าได้ยินมาว่าเมื่อหนึ่งแสนปีที่แล้ว มีนักบุญหญิงคนหนึ่งในสำนักเหมันต์สงัดที่ร่วมมือกับพันธมิตรที่ชอบธรรมต่าง ๆ และผู้นำพันธมิตรที่ชอบธรรมนี้ก็คือนักบุญหญิงผู้นี้ ทุกคนจึงเรียกนางว่านักบุญหญิงว่านลัวจีเสวี่ย”
“เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้ เจ้ารู้มากทีเดียว” นักบุญหญิงหัวเราะขบขัน
“แต่เห็นได้ชัดว่านางตายไปเมื่อหนึ่งแสนปีที่แล้ว ถ้าเจ้าเป็นนาง เจ้าจะรอดมาได้อย่างไร? หรือเจ้าฟื้นคืนชีพขึ้นมา?” สิ่งนี้ทำให้ชายหนุ่มสงสัยมาตลอด เขาจึงจ้องเขม็งไปที่นักบุญหญิงที่อยู่ตรงหน้าตน
นักบุญหญิงเย้ยหยันด้วยความสงสัย “เจ้าอยากรู้เรื่องของข้าหรือ?”
“แค่เพียงสงสัยเท่านั้น!”
“ถ้าเจ้าอยากรู้จริง ๆ ข้าจะเล่าให้เจ้าฟัง!” นักบุญหญิงยกยิ้ม
“จริงหรือ?”
“แน่นอน!” หลังจากที่นักบุญหญิงพูดจบ นางก็ใช้มือทั้งสองข้างทำท่าทางแปลก ๆ และท่าทางนี้ก็เป็นเหมือนวงกลมอย่างไรอย่างนั้น และในขณะเดียวกันก็มีเสีย