ง ‘ติ๊ก ติ๊ก’ ดังออกมาจากในวงกลม
ในเวลาเดียวกัน ภายในวงกลมก็มีเงาลวงตาสายหนึ่งแกว่งไปมาจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง
“จ้องมันเสียสิ… แล้วเจ้าจะรู้ทุกอย่าง” คำพูดของนักบุญหญิงนั้นชวนให้หลงใหลยิ่งนัก
ทันทีที่ลู่เฉินได้ยิน เขาก็ฟังบางอย่างที่นางจะสื่อออกแล้วแอบหัวเราะ “คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะใช้เคล็ดสะกดจิตของสำนักเหมันต์สงัดมาสะกดจิตข้า”
ในคาถาเหมันต์สงัดมีเคล็ดวิชาการสะกดจิตขั้นสูงอยู่ ปีนั้นนักบุญหญิงก็ใช้เคล็ดวิชานี้สะกดจิตจอมมารทั้งเก้าที่อยู่รอบ ๆ ลู่เฉิน โชคดีที่ชายหนุ่มทรงพลังอย่างหาที่เปรียบมิได้ เขาจึงรอดพ้นจากการสะกดจิตของอีกฝ่ายมาได้
แต่ถึงอย่างนั้นลู่เฉินก็กลัวอยู่ครู่หนึ่ง
ทว่าตอนนี้แตกต่างออกไป เนื่องจากเขาไม่ใช่วิญญาณเล็ก ๆ ที่ ‘เปราะบาง’ เหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่เป็นการดำรงอยู่ที่ทรงพลังมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากผ่านไปหลายชาติภพ จิตวิญญาณของเขาก็แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
แต่นักบุญหญิงที่ไม่รู้ก็สะกดจิตต่อไปเหมือน ‘แม่’ ที่กำลังร้องเพลงกล่อมเด็ก ‘ทารก’ อยู่ด้านข้าง
“ดูสิ ทุกอย่างที่เจ้าต้องการอยู่ข้างใน”
ลู่เฉินไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากแสร้งทำเป็นสับสน เดินไปทีละก้าว และเลียนแบบท่าทางเหมือนถูกสะกดจิต แล้วพึมพำว่า “สิ่งที่ข้าต้องการหรือ…”
“ใช่แล้ว เจ้าต้องการสิ่งใด!” นักบุญหญิงดีใจเป็นอย่างมากเมื่อเห็นลู่เฉินเดินเข้ามา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลู่เฉินเดินนำหน้ามา นางก็เก็บมือของตน แล้วมองด