ร่งของเจ้าก็เป็นเช่นนั้น”
“เป็นเช่นนั้นหมายถึงอันใด?”
“เมื่อหนึ่งแสนปีที่แล้ว สำนักเหมันต์สงัดมีบุตรเหมันต์สิบคน ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาทุกคนล้วนทรงพลังมาก ส่วนเจ้า แม้ว่าเจ้าจะถูกเรียกว่าเสวี่ยจิ่ว แต่เจ้าก็ยังตามหลังเสวี่ยจิ่วเมื่อหนึ่งแสนปีก่อนอยู่มาก!” ชายหนุ่มกล่าวอย่างเหยียดหยาม
คำพูดเหล่านี้ทำให้เสวี่ยจิ่วรู้สึกราวกับว่าเขาถูกทำให้ขายหน้า “บุตรเหมันต์ของสำนักเหมันต์สงัดเป็นเพียงชื่อลับ! ถ้าให้ข้าเติบโตขึ้นอีกสักสองสามหมื่นปี ข้าจะมีพลังเท่ากับเสวี่ยจิ่วเมื่อหนึ่งแสนปีอย่างแน่นอน!”
“ชื่อลับ? แล้วชื่อจริงของเจ้าคืออันใด?” ลู่เฉินยิ้ม
เดิมทีเสวี่ยจิ่วต้องการที่จะตอบเพราะความโกรธ แต่หลังจากเห็นรอยยิ้มของชายหนุ่ม เขาก็ค่อย ๆ สงบลง “เจ้ากำลังหลอกให้ข้าพูด?”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?” ลู่เฉินมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม
เสวี่ยจิ่วกัดฟันด้วยความโกรธ “เจ้าคนสารเลว!”
“ดูเหมือนว่าต้องให้เจ้าลิ้มลองความกลัวตายก่อน เจ้าถึงจะอธิบายทุกอย่างได้” ชายหนุ่มจ้องไปที่เสวี่ยจิ่วและพูดขึ้น
เสวี่ยจิ่วถลึงตาจ้องมองด้วยความโกรธ “ข้าไม่ตายหรอก!”
“ไม่ใช่ว่าเจ้าตายไม่ได้ แต่เจ้าต้องมีพลังที่แข็งแกร่งพอ เหมือนกับที่คน ๆ นั้นที่ทำลายสิบบุตรเหมันต์เเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน” ลู่เฉินยิ้มอย่างชั่วร้าย
“เอาตัวเองไปเทียบกับคนผู้นั้นอีกแล้ว เจ้าช่างหน้าหนาเสียจริง!” เสวี่ยจิ่วดูหมิ่น
ชายหนุ่มไม่ได้แก้ตัวใด ๆ เพียงแค่จ้องมองอีกฝ่