ายแล้วยิ้ม “ลองลิ้มรสดูก่อนแล้วค่อยพูดอีกที”
หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็ให้กุ่ยเจี๋ยเข้าไปในเกราะป้องกัน และเสวี่ยจิ่วก็คิดว่าตนเองแข็งแกร่งมาก จึงไม่ได้เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตา
ทว่าเขากลับถูกผูกมัดไว้ที่นั่น และเมื่อต้องการต่อต้าน เขาก็พบว่ามีแรงต้านทานไม่มากนัก สิ่งนี้ทำให้เสวี่ยจิ่วสาปแช่งออกมา “หากเจ้ามีความสามารถก็ปล่อยข้าออกไป!”
“เมื่อเจ้าตอบคำถามข้าอย่างตรงไปตรงมา ข้าจะปล่อยเจ้าออกไปอีกครั้ง” ลู่เฉินกล่าว
เสวี่ยจิ่วโกรธจัด “ไร้ยางอาย! ไอ้สารเลว!”
“ถ้าไม่พูด ก็ลิ้มรสต่อไปเถิด”
หลังจากที่ชายหนุ่มพูดจบ เขาก็ปล่อยให้กุ่ยเจี๋ยโจมตีต่อไป และเสวี่ยจิ่วคนนี้ก็อ่อนแอลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งเหลือวิญญาณอยู่เพียงดวงเดียว
เมื่อเห็นเช่นนี้ ลู่เฉินก็ยิ้มและพูดว่า “ดื้อรั้นยิ่งนัก!”
“ข้าบอกแล้วว่าข้าจะไม่บอกเจ้า!” อีกฝ่ายพูดด้วยความโกรธ
“อืม ดีมาก” หลังจากที่ลู่เฉินพูดจบ เขาก็เข้าไปในเกราะป้องกัน
เสวี่ยจิ่วมองที่ลู่เฉินอย่างสงสัยใคร่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำสิ่งใด
ลู่เฉินปล่อยตราประทับภูตออกมา
ส่วนเสวี่ยจิ่วที่อ่อนแอนั้นไม่มีพลังที่จะต่อต้านสักนิด
หลังจากนั้นไม่นาน ลู่เฉินก็จัดการอีกฝ่ายได้ และเสวี่ยจิ่วก็จ้องมองอีกฝ่ายเหมือนสัตว์ประหลาด “เจ้ากำลังทำอันใด?”
“เจ้าไม่รู้หรือว่าในจิตวิญญาณของเจ้ามีอันใดเพิ่มขึ้นมา?” ชายหนุ่มมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม
เสวี่ยจิ่วรู้สึกได้ทันที และพบว่ามีตราประทับแปลก ๆ บนดวงวิญญาณ