ดนั้นแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ๆ และในขณะเดียวกันเขตแดนนี้ก็เล็กลงเรื่อย ๆ เสวี่ยจิ่วคิดจะตอบโต้ และคิดจะหนีออกไป แต่กลับพบว่าเขาไม่สามารถทะลุผ่านออกไปได้
สิ่งนี้ทำให้เสวี่ยจิ่วหวาดกลัว จนเริ่มก่นด่าออกมา “ปล่อยข้าออกไปซะ!”
“ตอบคำถามข้ามาสักสองสามข้อ ถ้าหากตอบดี ข้าก็จะปล่อยเจ้าไป แต่ถ้าไม่ ข้าก็จะทำลายวิญญาณของเจ้าทิ้งซะ”
“เจ้ายังคิดจะให้ข้าตอบคำถามเจ้าอย่างนั้นหรือ? เจ้ากำลังพูดเรื่องตลกอันใด?” เสวี่ยจิ่วเผยรอยยิ้มเย็นชา
“เจ้าคิดว่าข้ากำลังเล่นตลกอย่างนั้นหรือ?” ลู่เฉินย้อนถาม
เสวี่ยจิ่วพลันตะโกนใส่ “เจ้าหนุ่ม! ข้าจะบอกเจ้าให้ ถึงแม้ข้าจะถูกเจ้าผูกมัดอยู่ที่นี่ เจ้าก็ไม่สามารถทำอันใดข้าได้!”
“หวังว่าอีกไม่นานเจ้ายังจะดื้อรั้นเช่นนี้ต่อไป” ชายหนุ่มยิ้มหยัน
เสวี่ยจิ่วยังคงดื้อรั้นเช่นนั้นต่อไป แต่เมื่อเขตแดนนี้ผูกมัดจนถึงที่สุดแล้ว ก็รู้สึกราวกับว่าวิญญาณของตนกำลังจะถูกฉีกขาดออกเป็นชิ้น ๆ
ไม่เพียงเท่านั้น ยังรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ
นั่นจึงทำให้เสวี่ยจิ่วดูไร้เรี่ยวแรงที่จะต้านทานต่อไปได้
ลู่เฉินมองไปที่อีกฝ่าย “อยากตอบคำถามข้าหรือยัง?”
“ไม่!”
ลู่เฉินจึงยกยิ้ม “ได้ เช่นนั้นรอดูต่อไป”
เสวี่ยจิ่วเอ่ยด้วยความโมโห “อีกไม่นาน อีกไม่นานหากนักบุญหญิงเห็นว่าข้ายังไม่ออกไป จะต้องเข้ามาช่วยข้าแน่!”
“เข้ามา? เช่นนั้นข้าจะตั้งตอรอดู!” ลู่เฉินยิ้มพลางมองเสวี่ยจิ่ว
เสวี่ยจิ่วตกตะลึงไปครู่หนึ่งก