ั้นหนีเข้าไปยังค่ายกลหมอกเสียแล้ว”
“อย่ารีบร้อนไป ข้าจะให้คนเก็บค่ายกลซะ ทำให้เขาไม่มีสามารถซ่อนตัวได้” เมื่อผู้นำจวนพูดจบ จึงหันไปสั่งฉีเหยียนที่อยู่อีกด้านหนึ่ง
ฉีเหยียนที่ออกไปครู่หนึ่งนั้น ไม่นานก็รีบวิ่งกลับมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก “ผู้นำจวน ค่ายกลนี้ไม่สามารถปิดได้แล้ว”
“ปิดไม่ได้? หมายความว่าอย่างไร?” ผู้นำจวนเบิกตากว้าง
ฉีเหยียนก็พูดขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจนัก “กลุ่มปรมาจารย์ที่ดูแลค่ายกลบอกว่า พวกเขาไม่สามารถควบคุมค่ายกลนี้ได้แล้ว”
ผู้นำจวนระเบิดอารมณ์ที่คุกรุ่นออกมาทันที “ไร้สาระ!”
หยวนเส่าชิงมีสีหน้าประหลาดใจ “ผู้นำจวนหลิว แต่นี่เป็นค่ายกลใหญ่ของพวกท่าน จัดการไม่ได้เชียวหรือ?”
ผู้นำจวนตอบด้วยสีหน้าเย็นชา “ข้าย่อมต้องเตรียมการอื่นไว้อยู่แล้ว!”
เมื่อพูดจบ ผู้นำจวนจึงหันไปตะโกนสั่งฉีเหยียน “ไป เปิดถ้ำเป่ยเสวี่ย!”
ฉีเหยียนมีสีหน้าเปลี่ยนไป “ผู้นำจวน ที่นั่น…”
“เปิดออกเถิด ถึงเวลาปล่อยพวกมันออกมาแล้ว” ผู้นำจวนพูดด้วยความเศร้าหมอง
“ขอรับ” ฉีเหยียนจึงรีบออกไปทันที
หยวนเส่าชิงรู้สึกสงสัย “ถ้ำเป่ยเสวี่ย หรือจะเป็นสถานที่ที่พวกท่านเก็บศพคนตายหรือ?”
“ท่านรู้เพียงอย่างเดียว ไม่รู้อย่างอื่น!” ผู้นำจวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
หยวนเส่าชิงไม่เข้าใจ “หรือว่าถ้ำเป่ยเสวี่ยจะยังมีสิ่งพิเศษอยู่อย่างนั้นหรือ?”
“ศพคนตายเหล่านั้นมีประโยชน์กับข้า!” ผู้นำจวนตอบกลับเพียงสั้น ๆ แต่ทำให้หยวนเส่าชิงตกตะลึง