ต์อุดรของข้าเช่นไร!”
เมื่อพูดจบ เงาของผู้นำจวนจึงหายไป ฉีเหยียนกับคนอื่น ๆ หวาดกลัวจนบินออกไป เหลือเพียงสวี่เล่ยซานและกลุ่มคนที่มีสีหน้าสับสน
พานอวิ๋นที่อยู่ท่ามกลางเมฆนั้นพูดว่า “นับแต่วันนี้เป็นต้นไป คนของหอวังอัสนีห้ามเกี่ยวข้องกับคนของจวนเหมันต์อุดร!”
“ขอรับ!” ทุกคนต่างขานรับ
ถึงแม้สวี่เล่ยซานจะรู้สึกไม่พอใจ แต่ขณะนั้นก็ทำได้เพียงขานรับแต่โดยดี พานอวิ๋นจึงพูดกับลู่เฉิน “หญ้านี้ เจ้าเก็บได้ตามสะดวก สัตว์ปีศาจเหล่านี้ เจ้าจะจัดการเช่นไรก็ตามแต่”
“ได้ ไม่รบกวนเจ้าแล้ว” สิ้นคำ เขาก็ให้ผู้อาวุโสเล่ยไปเก็บหญ้าสมุนไพรเหล่านั้น
ผู้อาวุโสเล่ยรู้สึกดีใจ ก่อนจะกลับไปยังภายในภูเขาเพื่อจัดการส่วนที่เหลือต่อไปทั้งหมด ผู้อาวุโสเหล่านั้นทำได้เพียงมองด้วยความว่างเปล่า
จนกระทั่งลู่เฉินเก็บหญ้ามังกรน้ำแข็งไปจนหมดสิ้นแล้วหันไปพูดกับเมฆสีดำบนท้องฟ้า “เช่นนั้น ข้าขอตัวก่อน”
พานอวิ๋นจึงรีบส่งเสียงตอบกลับ “เจ้าอยากรู้มิใช่หรือ เหตุใดข้าจึงถ่ายทอดเคล็ดวิชาอัสนีวิญญาณให้แก่ผู้อาวุโสเล่ย?”
ลู่เฉินหยุดก้าวเดินทันที มองกลับไปด้วยความสงสัย พานอวิ๋นจึงพูดต่อ “เขาเป็นผู้สืบทอดของผู้บุกเบิก!”
ลู่เฉินราวกับนึกขึ้นได้ จากนั้นจึงมองไปผู้อาวุโสเล่ยและเผยรอยยิ้มออกมา “ช่วยข้าให้สำเร็จ”
ผู้อาวุโสเล่ยไม่รู้ว่าเหตุใดชายหนุ่มต้องให้ตนช่วยทำให้สำเร็จ ส่วนลู่เฉินนั้นพาฟาเทียนรวมถึงฉีฉีน้อย และยังมีสัตว์ปีศาจกลุ่มใหญ่ลงภู