ำแหน่งนั้นในทันที ร่างทั้งร่างลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า จากนั้นก็หลบเลี่ยงเศษชิ้นส่วนเหล่านั้นแล้วจ้องมองมายังลู่เฉิน “ตายซะ!”
พูดจบ ฉีเหยียนก็พุ่งทวนไฟเพลิงออกมานับครั้งไม่ถ้วน
จากนั้นทุกคนจึงเห็นภาพที่น่าตกตะลึง นั่นก็คือเมื่อทวนไฟเพลิงตกลงมาจากฟากฟ้าพุ่งสู่ร่างของลู่เฉินนับไม่ถ้วนนั้น ลู่เฉินกลับไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย
“น่ากลัวเกินไปเสียแล้ว!” บางคนอดประหลาดใจไม่ได้
“นี่ยังใช่ขั้นหลอมแก่นแท้หรือไม่?”
“เป็นขั้นหลอมแก่นแท้ใดกัน?”
ผู้คนในบริเวณนั้นแทบจะไม่กล้าเชื่อ ฟาเทียนได้แต่พูดขึ้นมาด้วยความนับถือ “แข็งแกร่งเสียจริง”
ฉีเหยียนได้แต่ก่นด่าออกมา “นี่คือตัวประหลาดอันใดกัน เหตุใดถึงจัดการยากเย็นเพียงนี้?”
หลังจากที่ลู่เฉินรับการโจมตีจากอีกฝ่าย เขาก็จ้องมองไปยังฉีเหยียน “เจ้าจะลงมือต่อไป? หรือรอให้ข้าลงมือ?”
“เจ้าลงมือแล้วอย่างไรกัน?” ฉีเหยียนดูถูก
ลู่เฉินเพียงแค่ยิ้มออกมา “อยากลองดูหรือ?”
“มาสิ ข้าจะรอดูว่าเพียงแค่ขั้นหลอมแก่นแท้เยี่ยงเจ้าจะทำอันใดข้าได้” ฉีเหยียนพูดจายั่วยุ
ลู่เฉินจึงทำได้เพียงนำธนูเงามารออกมา จากนั้นฉีกยิ้มเล็กน้อย “ให้ข้าลองธนูนี้เสียหน่อย”
“น่าตลกนัก เพียงแค่ศรดอกเดียวก็คิดจะสังหารข้าแล้ว?” เมื่อฉีเหยียนเห็นก็ยิ่งไม่ใส่ใจนัก และยังคงบินวนไปวนมาอยู่บนท้องฟ้า ราวกับว่าต้องการแสดงออกถึงความรวดเร็วของตน
ผู้คนรอบ ๆ ต่างก็คิดว่าลู่เฉินจะเสียเวลาเปล่า
บางคนจึงพูดขึ้นมาว่า “นายน