ี่สูญเสียตัวเองไป!” เถียนอวิ๋นเมิ่งเถียงด้วยน้ำเสียงที่ไม่เต็มใจเป็นครั้งสุดท้าย
นักบุญหญิงพูดอย่างเย็นชา “ข้าพูดไปแล้ว ถ้าล้มเหลวก็จ่ายค่าตอบแทนเอง!”
“อย่า อย่าทำเช่นนี้กับข้า!” เถียนอวิ๋นเมิ่งตะโกนอย่างร้อนใจ
แต่ไม่ว่าเถียนอวิ๋นเมิ่งจะตะโกนอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ ผู้คนรอบข้างเฝ้าดูอย่างเฉยเมย ไม่นานวิญญาณของเถียนอวิ๋นเมิ่งก็ถูกมารครอบงำจนกลายเป็นมารที่แท้จริง สูญเสียตัวเองไปจนหมดสิ้น
เถียนอวิ๋นเมิ่งยืนอยู่ตรงนั้นด้วยดวงตาที่พร่ามัว ไอมารพันรัดร่างกายจนไม่เหลือที่ว่าง
นักบุญหญิงกล่าวว่า “ส่งนางไปที่ถ้ำกระดูกหิมะ!”
“ขอรับ!” ผู้อาวุโสกระดูกส่งเสียตอบรับแล้วพาเถียนอวิ๋นเมิ่งออกไป
นักบุญหญิงที่อยู่ในความมืดพูดกับผู้บรรเลงขลุ่ยว่า “แล้วพวกเจ้าล่ะ? เจ้าคิดวิธีจัดการกับเจ้าหนุ่มนั่นได้แล้วหรือ?”
สตรีชุดแดงเปล่งเสียงออกมาในที่สุด
“ค่ายกลเสียง!”
เมื่อได้ยินดังนั้น นักบุญหญิงก็พูดว่า “ตอนนี้ยังทันหรือ?”
“ทัน!”
หลังจากพูดจบ สตรีชุดแดงก็มองไปที่ผู้หญิงเหล่านั้นแล้วพยักหน้า จากนั้นผู้หญิงเหล่านี้ก็แยกย้ายกันไปทีละคน แต่ละคนหยิบกระดิ่งเล็ก ๆ ออกมา หลังจากที่เขย่าไปสักพัก เสียงกรุ๊งกริ๊งก็ดังขึ้น
เสียงนั้นดังไปพักหนึ่ง ก่อนที่ทุกคนจะหายตัวไป
“น่าสนใจ!” ลู่เฉินเห็นฉากนี้ในระยะไกลก็พลันหัวเราะ
ฟาเทียนถามด้วยความสงสัย “ผู้อาวุโส เกิดอะไรขึ้น?”
“สตรีเป่าขลุ่ยพวกนั้นใช้ค่ายกลซ่อนตนเองไว้ กำลังรอให้พวกเร