่าข้าคิดจะโจมตีเจ้า แต่สถานการณ์ของพวกเขานั้น หากคิดจะดีขึ้นโดยเร็วนั้นนับว่าเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นข้าจึงคิดว่า ให้พวกเขาพักผ่อนแล้วค่อย ๆ พักฟื้นน่าจะดีเสียกว่า”
“ข้าไม่สามารถรับปากเจ้าได้” เมื่อสวีเตาพูดจบก็คิดที่จะเข้าไปยังภายในกระท่อม
หลิวซานกลับขวางสวีเตาไว้ “ผู้อาวุโสสวี หากข้ายังอยู่ เจ้าอย่าคิดจะไปรบกวนพวกเขาอีก”
“ว่าอย่างไรนะ? เจ้าคิดจะสู้กับข้าหรือ?” สวีเตารู้สึกเหลือเชื่อเล็กน้อย
“ผู้อาวุโสสวี ข้ารู้ว่าเจ้านั้นเก่งกาจนัก แต่เจ้าได้รับบาดเจ็บ ทั้งยังไร้ซึ่งแมลงวิญญาณแล้ว ดังนั้นหากเจ้าคิดจะต่อสู้กับข้าจริง ๆ คนที่พ่ายแพ้มีเพียงเจ้าเท่านั้น!” เมื่อหลิวซานพูดจบ มวลอากาศสีทองขนาดใหญ่ก็ทำให้สวีเตาสั่นสะเทือนจนต้องถอยหลังไปหลายก้าว
สวีเตาตกตะลึงขึ้นมา
ส่วนคนของโรงหมอบางคนถึงกับตกตะลึงขึ้นมา โดยเฉพาะคนที่อยู่รอบ ๆ ต่างก็พากันเข้ามามุงดู
เมื่อเห็นว่าหลิวซานกำลังจะพูดบางอย่าง ลู่เฉินจึงเดินออกมาจากกลุ่มคนพลางกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม “สำนักแมลงวิญญาณแอบซ่อนยอดฝีมือไว้ไม่น้อยจริง ๆ”
เมื่อทุกคนเห็นลู่เฉินปรากฏตัวออกมา ต่างก็พากันถอยหลังออกมา
สวีเตารีบเดินมาเอ่ยขอโทษอยู่ข้างกายลู่เฉินทันที “นายท่าน ผู้นี้คือเจ้าของโรงหมอ แต่เขาไม่ให้ข้านำสองคนนั้นออกมา”
ลู่เฉินขานรับราวกับว่ารู้มาก่อนหน้านั้นแล้ว “ข้ารู้อยู่แล้ว”
“ท่านรู้?” สวีเตาไม่เข้าใจ
ชายหนุ่มไม่ได้อธิบายใด ๆ แต่มองไปยังหลิวซาน “ไม่ใ