่างอยู่ และพลังนี้สามารถประคองชีวิตของเจ้าให้อยู่มาจนถึงบัดนี้ได้โดยไม่ตายตก”
“จริงหรือ?” ฟางฉีมีสีหน้าเปลี่ยนไป
ชายหนุ่มขานรับแล้วพูดต่อไปว่า “ใช่ ตรงนั้นมีกลุ่มพลังจาง ๆ สว่างอยู่”
ฟางฉีที่เป็นเจ้าของร่างกายของตนยังไม่สามารถสัมผัสได้ ดังนั้นสีหน้าจึงเต็มไปด้วยความสงสัย “เหตุใดข้าจึงไม่สามารถสัมผัสมันได้สักนิด?”
“พลังเช่นนี้อ่อนแอนัก คนธรรมดาไม่สามารถสัมผัสได้ ยิ่งเจ้านั้นคงไม่ต้องพูดถึง”
“เช่นนั้น เหตุใดเจ้าถึงรู้ได้?” ฟางฉีไม่เข้าใจ
ลู่เฉินจึงตอบกลับเพียงสั้น ๆ “พลังจิตสัมผัสข้าค่อนข้างแข็งแกร่ง”
ฟางฉียังคงคลางแคลงใจ แต่ชายหนุ่มไม่ได้อธิบายใด ๆ มากนัก เพียงแค่ถามขึ้นมาว่า “ลองอธิบายมา เจ้ากับคนที่ชิงรากวิญญาณของเจ้าไปนั้นมีเรื่องบาดหมางใดกัน!”
“เขาคือชายชุดดำคนหนึ่งที่ปิดบังใบหน้าและกลิ่นอายบนร่าง ทำให้ไม่สามารถรู้ได้ว่าเขาคือผู้ใด” ฟางฉีส่ายศีรษะด้วยความหดหู่ใจ
“เช่นนั้นเจ้าโดนชิงไปจากที่ใด หรือบอกมาว่ารากวิญญาณของเจ้ามีสิ่งใดเป็นพิเศษ?”
“รากวิญญาณของข้าก็เป็นเพียงรากวิญญาณธรรมดา ในสำนักของพวกเรานั้นไม่ว่าผู้ใดก็มี ไม่มีอันใดเป็นพิเศษ ส่วนสถานที่ที่ถูกชิงไปนั้น ก็คือสำนักแมลงวิญญาณของเรา” ฟางฉีก็คงยังไม่เข้าใจผู้ที่ชิงรากวิญญาณของตนไปว่าเหตุใดจึงเพ่งเล็งตน
ลู่เฉินเพียงจ้องมองไปยังฟางฉีครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินมายังด้านหลังของอีกฝ่าย แล้วนำมือข้างหนึ่งวางไว้บนแผ่นหลัง คิดจะตรวจสอบยัง