ไหม้ตัวเอง จนกระทั่งสามารถหลุดพ้นจากคำสาปภูตได้ในที่สุด จากนั้นจึงกลายเป็นเงาเลือดพุ่งไปยังมุมหนึ่ง
กุ่ยเจี๋ยคิดจะไล่ตามออกไป
ลู่เฉินตะโกนขึ้นมา “ไม่ต้องตามแล้ว”
กุ่ยเจี๋ยจึงทำได้เพียงถอยกลับมา ส่วนซูฮวาอวิ๋นพูดด้วยสีหน้าตกตะลึงขึ้นมา “เจ้าช่างเก่งยิ่งนัก!”
สวีเตาเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เหตุใดเจ้าจึงสามารถใช้พลังปราณที่นี่ได้?”
“เนื่องจากรอบ ๆ นี้เป็นปราณแมลง และปราณแมลงเหล่านี้จะส่งผลต่อการใช้เคล็ดวิชาของทุกคน แต่ถ้าหากดูดซึมซับปราณแมลงเข้าไปก็จะไม่ส่งผลกระทบใด ๆ แล้ว” ลู่เฉินพูดราวกับการซึมซับนั้นเป็นเรื่องง่าย จึงทำให้ทั้งสองตกตะลึงขึ้นมา
หานเสี่ยวเฟยที่ยืนอยู่ตรงนั้นกลับค่อย ๆ เน่าเปื่อยลง จนส่งเสียงร้อง ‘อ๊าก’ ออกมา และล้มลงกับพื้นในที่สุด แม้แต่วิญญาณก็ไม่มีเหลือ
“เขาเป็นอันใดไปหรือ?” เมื่อสวีเตาเห็นศิษย์ของตนเป็นเช่นนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดใจขึ้นมา
“เมื่อครู่ สิ่งที่แมลงวิญญาณเหล่านั้นเผาไหม้นั่นก็คือจิตวิญญาณของเขา” ลู่เฉินพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
สวีเตาเบิกตากว้าง “หมายความว่าเขาไม่มีวิญญาณแล้ว?”
“ก็ไม่เชิง!” ลู่เฉินเอ่ยจบก็เดินนำกุ่ยเจี๋ยไปตามทางเดิน
สวีเตารู้สึกสับสนขึ้นมา
ซูฮวาอวิ๋นที่อยู่ด้านหลังไล่ตามมาทัน สวีเตามองไปยังร่างของหานเสี่ยวเฟยด้วยความหดหู่ใจ “หลับให้สบายเถิด!”
จากนั้นสวีเตาจึงรีบตามไปทันที ไม่กล้าอยู่เพียงลำพัง
…
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ทั้งสามคนก็มาถึงต้นท