เจ้าหนุ่มผู้นี้ แท้จริงแล้วมีที่มาที่ไปอย่างไรกัน เหตุใดจึงน่ากลัวเพียงนี้!”
ผู้เฒ่ามู่จึงได้แอบติดตามต่อไปอย่างเงียบ ๆ
….
เพียงไม่นาน ลู่เฉินและคนที่เหลือก็มาถึงนอกค่ายกลที่มีควันสีดำพวยพุ่งออกมา
เห็นเพียงด้านนอกของค่ายกลนี้มีชั้นแสงสีดำจาง ๆ และภายในค่ายกลนั้นสามารถมองเห็นผืนป่าสีดำได้ ขณะเดียวกันยังมองเห็นกองกระดูกกองหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางผืนป่านี้
แต่กระดูกเหล่านี้ไม่ใช่ของมนุษย์ ทว่าเป็นของแมลงชนิดต่าง ๆ
หากมองในครั้งแรก โครงกระดูกของแมลงเหล่านี้มีขนาดใหญ่ บางโครงนี้ยังใหญ่กว่าคนหลายเท่านัก
เมื่อซูฮวาอวิ๋นเห็นเช่นนั้นจึงพลันตกตะลึงขึ้นมา สวีเตามองไปยังลู่เฉินด้วยความหวาดกลัว “นี่นี่แหละ เจ้าลองดู!”
“ด้านในนี้ก็คือภูเขารากวิญญาณแมลงหรือ?” ลู่เฉินมองเข้าไปก็พบว่าที่มืดตรงนั้น แท้จริงแล้วแอบซ่อนวิญญาณแมลงไว้ไม่น้อย ทั้งยังสามารถพรางกายได้
สวีเตาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมองเห็นได้ ดังนั้นเขาจึงขานรับ “ใช่ และแมลงวิญญาณเหล่านั้นน่ากลัวมาก”
“ไม่มีอันใดน่ากลัว” พูดจบเขาก็ให้สวีเตานำทางเข้าไป
สวีเตาพูดออกมาด้วยท่าทางตื่นตระหนก “หากเข้าไปย่อมถูกแมลงวิญญาณเหล่านั้นโจมตีจนตายตก”
“วางใจเถิด กุ่ยเจี๋ยของข้าอยู่ในร่างของเจ้า ถ้าหากมีแมลงวิญญาณใดโจมตีเจ้า แมลงวิญญาณเหล่านั้นก็จะถูกกุ่ยเจี๋ยทำลายทันที”
สวีเตาเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ภูตผีประหลาดนั่นของเจ้าจะเก่งกาจเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“เขาคือราชันย์ภูตสงคร