ันต์เหล่านี้ก็มีแสงสีแดงจาง ๆ สว่างวาบขึ้นมา ทำให้เขาหวาดกลัวจนไม่กล้าพูดสิ่งใดไปมากกว่านี้
ทว่าลู่เฉินกลับหัวเราะเสียอย่างนั้น “ค่ายกลอักขระยันต์นี้ ช่างน่าสนใจเสียจริง!”
“ในเมื่อเจ้ารู้แล้ว เช่นนั้นก็ควรจะเข้าใจว่า หากข้าบอกเจ้าเรื่องพันธมิตรชิงรากวิญญาณหรือข่าวคราวของผู้อื่นออกไป ข้าก็อาจตายได้!” ชายชราตีเหล็กพูดอย่างไร้หนทาง
ราวกับไม่ฟังคำนั้น ชายหนุ่มพลันก้าวขึ้นมาด้านหน้า พร้อมยื่นมือข้างหนึ่งออกไปสัมผัสกับ ‘ค่ายกล’ นั้น
ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ชายชราตีเหล็กก็ร้อนใจ “อย่า! เจ้าอย่าสัมผัสมันเด็ดขาด!”
“เพราะเหตุใด?”
“สิ่งนี้ หากถูกจิตวิญญาณอื่นสัมผัสเข้า อาจจะถูกมันกลืนกินเข้าไปก็เป็นได้!”
ลู่เฉินยิ้ม “เจ้าคาดหวังให้ข้าตายอยู่มิใช่หรือ?”
“หากเจ้าตายไป แล้วผู้ใดจะปลดเถาวัลย์ด้านนอกพวกนี้ให้ข้ากัน อีกทั้งพิษในร่างกายข้าอีก?” เห็นได้ชัดว่าชายชราตีเหล็กผู้นี้เห็นความสำคัญของลู่เฉิน มิเช่นนั้นเขาคงไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะเป็นตายร้ายดีเช่นไร
ทว่าลู่เฉินกลับไม่สนใจ และยังคงตั้งใจวางมือลงไป
ชายชราตีเหล็กเกิดความตื่นตระหนก และพูดด้วยความร้อนใจ “เจ้า…แท้จริงแล้วเจ้าคิดจะทำสิ่งใดกัน?”
“ทำลายมัน” ลู่เฉินตอบ
“เจ้าเสียสติไปแล้ว!” ชายชราตีเหล็กตะโกนขึ้นมา
แต่ชายหนุ่มไม่สนใจ ยังสัมผัสไปยัง ‘ค่ายกล’ นั้น
ทันใดนั้น แสงสีโลหิตพลันสว่างวาบขึ้นมา และโจมตีไปยังจิตวิญญาณของลู่เฉิน
แต่ไม่ว่าแสงนี้จะโจมตีลู่เ