กได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่เมื่อเขาต้องการจะหลบหนีก็สายเกินไปเสียแล้ว เพราะตรวนจากค่ายกลได้ปรากฏขึ้นกลางอากาศ จากนั้นก็เข้าไปเกี่ยวรัดพัวพันบนร่างของหลิงสุ่ยซา และทุ่มอีกฝ่ายลงบนพื้นอย่างแรง
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทั้งคู่ก็อยู่ในท่าคุกเข่าต่อหน้าลู่เฉิน
เมื่อเห็นฉากนี้ เฮยเม่ยก็มีสีหน้าย่ำแย่และออกจากที่นี่ไปอย่างรวดเร็ว
ผู้ชมที่อยู่รอบ ๆ อุทานออกมา และบางคนพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “ดูสิ ข้าบอกแล้วว่าชายผู้นี้ไม่ธรรมดา!”
“ใครจะไปรู้ว่าเขาจะจัดค่ายกลอันน่าสะพรึงเช่นนี้รอบจวนหลังนี้เล่า!”
“มัน มันน่ากลัวยิ่งนัก!”
…
หนานเหยามองทั้งสองด้วยรอยยิ้ม “แท้จริงแล้ว เจ็ดมือสังหารแห่งแดนทักษิณาก็แข็งแกร่งเพียงเท่านี้เองหรือ!”
หลิงหั่วซาผู้นั้นเผยสีหน้าบิดเบี้ยวบนใบหน้า “นังตัวเหม็น หุบปาก!”
“มาสิ ยืนขึ้น! อย่าเอาแต่คุกเข่า!” หนานเหยาเอ่ยแกล้งหลิงหั่วซา ส่วนหลิงหั่วซาก็โกรธจัด เขาจ้องไปยังลู่เฉิน “เจ้าหนุ่ม ถอดตรวนพวกนี้ออก ไม่อย่างนั้น…”
“พวกเจ้ามาเพื่อฆ่าข้า และยังต้องการให้ข้าปล่อยเจ้าไปอีกหรือ เจ้าคิดว่าข้าใจดีหรือว่าขี้ขลาด” ลู่เฉินหัวเราะเยาะ ส่วนหลิงหั่วซาก็อยากจะลุกขึ้น แต่พันธนาการยังคงกักขังเขาไว้อย่างแน่นหนานบนพื้น เขาจึงขยับเขยื้อนไม่ได้
สิ่งนี้ทำให้หลิงหั่วซากัดฟันด้วยความโกรธ “เจ้าหนุ่ม ข้าเป็นผู้ฝึกตนขั้นแปลงเซียน!”
“แล้วอย่างไร?”
“ให้ข้าแสดงให้เจ้าเห็นว่าร่างกายของผู้ฝึกตนขั้นแปลงเซียนน่